เรียนยิงแอดจับมือทำตัวต่อตัว กับอาจารย์ประสบการณ์ 10 ปี
ถ้าคุณยิงโฆษณาเพื่อหวังให้คนกดสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ หรือกรอกฟอร์มทิ้งชื่อเบอร์โทรไว้ (Lead Generation) การนั่งดูแค่ค่าคลิก (CPC) ถือว่าผิดมหันต์ครับ! เพราะคนคลิกเยอะไม่ได้การันตีว่าจะเกิดการซื้อจริงเสมอไป
ในการ วัดผล Facebook Ads สำหรับธุรกิจสาย Performance สิ่งเดียวที่ชี้วัดว่าคุณจะรอดหรือร่วงคือ “ต้นทุนต่อผลลัพธ์ 1 ครั้ง” หรือที่คุณคุ้นเคยกันในชื่อ Cost Per Result นั่นเองครับ
วันนี้ DigitalD2M จะพาคุณมาเจาะลึกค่า CPA (Cost Per Action) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความอยู่รอดของธุรกิจ มาดูกันว่าเราจะคุมต้นทุนการหาลูกค้าใหม่ให้ต่ำลง เพื่อสร้าง ยอดขาย ที่เหลือกำไรเป็นกอบเป็นกำในโลกของการ การตลาดออนไลน์ ได้อย่างไร!
สารบัญ Masterclass: คุม CPA ให้อยู่หมัด
CPA (Cost Per Action หรือ Cost Per Acquisition) คือ ต้นทุนที่คุณจ่ายเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คุณต้องการ 1 ครั้งครับ ไม่ว่าผลลัพธ์นั้นจะเป็น ยอดสั่งซื้อ (Purchase), การกรอกฟอร์ม (Lead), หรือการทักแชท (Message)
สมมติคุณตั้งงบ ยิงแอด 1,000 บาท มีคนกดสั่งซื้อสำเร็จ 5 คน แปลว่าค่า CPA ของคุณคือ 200 บาท/ออเดอร์ (1,000 ÷ 5) ถ้าสินค้าคุณมีกำไร 500 บาท/ชิ้น หักค่า CPA 200 บาท คุณก็จะเหลือกำไรสุทธิ 300 บาท! (สามารถศึกษาเพิ่มเติมเรื่อง Cost Per Result จาก คู่มือของ Meta Business)
ค่า CPC (ต้นทุนต่อคลิก) และ CPM (ต้นทุนต่อการมองเห็น) เป็นเพียงด่านแรกที่ดึงคนเข้ามาครับ แอดบางตัว CPC ถูกมาก คนคลิกมหาศาล แต่พอเข้ามาหน้าเว็บไซต์แล้วกดปิดทิ้งหมด ไม่เกิดการซื้อเลย แบบนี้ค่า CPA ของคุณจะพุ่งสูงปรี๊ด!
ในทางกลับกัน แอดบางตัวค่าคลิกอาจจะแพง แต่คนที่คลิกเข้ามาคือคนที่มีกำลังซื้อและกดจ่ายเงินทันที ค่า CPA ของแอดตัวนี้ก็จะต่ำและทำกำไรให้คุณได้มากกว่า นี่คือสาเหตุที่เราต้องโฟกัสไปที่ปลายทางเสมอครับ
ถ้า ค่าโฆษณา เริ่มบานปลาย ลองนำ 5 ทริคนี้ไปปรับใช้เพื่อกดค่า CPA ให้กลับมาอยู่ในแดนบวกครับ:
ก่อนจะยิงแอด คุณต้องหักลบต้นทุนสินค้า ค่าส่ง ค่าแพ็กเกจจิ้งให้หมด เพื่อหาว่าคุณ “เหลือส่วนต่างกำไรเท่าไหร่” ตัวเลขนั้นคือ Target CPA (เพดานต้นทุนสูงสุดที่คุณยอมจ่ายได้) ถ้าแอดตัวไหนรันแล้วค่า CPA ทะลุเพดานนี้ ให้ปิดทันที ห้ามปล่อยทิ้งไว้ให้กินเงินฟรีๆ ครับ
ยุคนี้พึ่งพาแค่ Facebook Pixel อย่างเดียวไม่ได้แล้วครับ (เพราะระบบ iOS บล็อกการติดตามไปเยอะมาก) คุณต้องให้โปรแกรมเมอร์ติดตั้ง Conversion API เพื่อส่งข้อมูลการสั่งซื้อจากเซิร์ฟเวอร์หลังบ้านกลับไปให้ Facebook อัปเดตยอด การ วัดผล Facebook Ads จะแม่นยำขึ้น และระบบจะหาคนที่มีแนวโน้มซื้อมาให้คุณได้ในราคาที่ถูกลงครับ
บางทีโฆษณาไม่ได้ผิดหรอกครับ แต่หน้าเว็บไซต์ต่างหากที่โหลดช้าเกิน 3 วินาที หรือปุ่มสั่งซื้อกดยาก! พอลูกค้ารอไม่ไหวก็กดปิดหนี (Bounce Rate สูง) ทำให้ค่า CPA ของคุณแพงมหาโหด การจ้างผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุง UX/UI หน้าเว็บ คือการแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่สุด
หากคุณไม่ต้องการลุ้นว่าตื่นมาค่าแอดจะแพงไหม คุณสามารถเลือกกลยุทธ์การประมูลแบบ “Cost Cap” (ขีดจำกัดต้นทุน) โดยบอก Facebook ไปเลยว่า “ฉันยอมจ่ายค่าลูกค้าใหม่ไม่เกิน 250 บาทนะ ถ้าหาคนราคานี้ไม่ได้ ก็ไม่ต้องกินงบฉัน” วิธีนี้ช่วยป้องกันการขาดทุนได้ชะงัดนัก
คนที่เคยกด “หยิบใส่ตะกร้า” แต่ยังไม่โอนเงิน คือกลุ่มที่พร้อมซื้อที่สุด! การยิงแอดหลอกหลอนซ้ำไปหาคนกลุ่มนี้ จะได้ค่า CPA ที่ถูกแสนถูก และช่วยกู้ ยอดขาย ที่เกือบจะหลุดมือไปแล้วกลับมาได้อย่างง่ายดายครับ
สำหรับธุรกิจที่หาลีด (Lead Generation) เช่น อสังหาริมทรัพย์ หรือ บริการรับทำเว็บไซต์ บางครั้งคุณอาจจะดีใจที่ค่า CPA ของการได้ชื่อและเบอร์โทรมานั้นถูกมากๆ (เช่น ลีดละ 30 บาท)
แต่ระวัง “Junk Lead” นะครับ! คือเซลส์โทรไปแล้วลูกค้าบอกว่า “กดผิด ไม่ได้ตั้งใจกรอก” แบบนี้ต่อให้ CPA ถูกแค่ไหนก็ปิดการขายไม่ได้ วิธีแก้คือ คุณต้องเพิ่ม “คำถามคัดกรอง (Qualifying Questions)” ในฟอร์มให้ยากขึ้นอีกนิด เพื่อกรองเฉพาะคนที่ตั้งใจจริงๆ เท่านั้นครับ
ในสงคราม การตลาดออนไลน์ ใครที่สามารถหาลูกค้าใหม่ 1 คน (CAC/CPA) ได้ในราคาที่ถูกกว่า ย่อมมีงบเหลือไปอัดฉีดโปรโมชันและขยายตลาดได้ไกลกว่าคู่แข่งเสมอ
การหมั่น วัดผล Facebook Ads และควบคุมค่า CPA ไม่ให้ทะลุเพดานกำไร คือวินัยที่นักยิงแอดทุกคนต้องมี ทันทีที่คุณอุดรอยรั่วระหว่างโฆษณาและหน้าเว็บไซต์ได้สำเร็จ คุณก็จะสามารถควบคุมผลกำไรของธุรกิจได้อย่างเบ็ดเสร็จครับ!
เรียนรู้วิธีการคุม Cost Cap ขั้นสูง, การติด Pixel/CAPI หน้าเว็บไซต์เพื่อวัดผลให้เป๊ะ 100%, หรือใช้บริการ “รับทำโฆษณา” จากทีมงานมืออาชีพของเรา ให้เราดัน ยอดขาย ให้คุณโดยที่คุณไม่ต้องเหนื่อยลุ้นเอง!
บทความโดย DigitalD2M – บริการรับทำการตลาดออนไลน์ และที่ปรึกษาธุรกิจของคุณ