เรียนยิงแอดจับมือทำตัวต่อตัว กับอาจารย์ประสบการณ์ 10 ปี

Conversational Discovery Ads คืออะไร? โฆษณาฝังใน AI Search

July 27, 2026
Conversational Discovery Ads คืออะไร? โฆษณาฝังใน AI Search

“ถ้าโฆษณาไม่ได้อยู่บนหน้าผลลัพธ์แบบเดิมอีกต่อไป แต่ฝังอยู่ในคำตอบที่ AI พูดกับลูกค้าโดยตรง คุณจะยังวัดผลด้วยวิธีเดิมได้จริงหรือ”

Conversational Discovery Ads คือชื่อที่ Google เริ่มพูดถึงในงาน Google Marketing Live 2026 และมันไม่ใช่แค่ฟีเจอร์เสริมของ AI Overview ที่หลายคนคุ้นเคยแล้ว แต่เป็นรูปแบบโฆษณาที่ถูกออกแบบมาให้ “อยู่ในบทสนทนา” ระหว่าง AI กับผู้ใช้ ไม่ใช่แค่แสดงข้างๆ คำตอบเหมือนแอดแบบเดิม

สำหรับคนที่ยิง Google Ads มานาน คุณอาจคุ้นกับ Search Ads ที่รอ Keyword คนพิมพ์ตรงๆ แต่พฤติกรรมการค้นหากำลังเปลี่ยน คนเริ่มพิมพ์คำถามยาวๆ แบบสนทนา เช่น “ร้านไหนซ่อมแอร์แถวบ้านผมที่ราคาไม่แพงแต่ทำเร็ว” แทนที่จะพิมพ์ “ซ่อมแอร์ ราคาถูก” แบบเดิม และ AI Search ก็ตอบกลับด้วยคำตอบที่สังเคราะห์มาจากหลายแหล่ง ไม่ใช่แค่ลิสต์ลิงก์

คำถามที่ธุรกิจต้องถามตอนนี้คือ ถ้าคำตอบของ AI ไม่ได้พาไปที่เว็บไซต์คุณโดยตรง แต่สรุปข้อมูลแล้วให้คำแนะนำไปเลย แบรนด์ของคุณจะยังถูกพูดถึงในคำตอบนั้นได้อย่างไร นี่คือช่องว่างที่ Conversational Discovery Ads ถูกออกแบบมาเติมเต็ม โดยให้โฆษณากลายเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ ไม่ใช่สิ่งที่แยกออกมาให้คนเลื่อนผ่าน

บทความนี้จะพาไปดูว่ารูปแบบใหม่นี้ทำงานอย่างไร ต่างจาก AI Max for Search และ AI Overview ที่หลายคนเคยอ่านผ่านมาแล้วตรงไหน และธุรกิจควรเตรียมตัวแบบไหนก่อนที่คู่แข่งจะเริ่มทดสอบก่อน เพราะฟอร์แมตโฆษณาใหม่มักมีช่วง Learning Curve ที่คนเข้าใจก่อนได้เปรียบจริง

Conversational Discovery Ads โฆษณา Google รูปแบบใหม่ใน AI Search

สารบัญบทความ

Conversational Discovery Ads คืออะไร

พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด Conversational Discovery Ads คือโฆษณาที่ถูกออกแบบให้ AI สามารถหยิบไปใช้ประกอบคำตอบตอนที่ผู้ใช้ถามอะไรบางอย่างแบบเป็นบทสนทนา แทนที่จะเป็นแบนเนอร์หรือลิงก์ที่แสดงแยกจากคำตอบ AI

ความแตกต่างสำคัญคือ โฆษณาแบบเดิมรอให้คนคลิกเข้ามาดูรายละเอียด แต่ฟอร์แมตนี้ถูกฝังอยู่ใน Flow การตอบคำถามเลย เช่น ถ้าผู้ใช้ถาม AI ว่า “อยากได้เว็บที่ทำ SEO ให้ธุรกิจร้านอาหารเล็กๆ ควรดูที่ไหน” คำตอบของ AI อาจมีข้อมูลจากบริการที่ลงโฆษณาในรูปแบบนี้ปรากฏร่วมอยู่ในคำตอบ ไม่ใช่แยกเป็นกล่องโฆษณาต่างหาก

สิ่งที่ต้องเข้าใจตรงนี้คือ Google ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดทางเทคนิคทั้งหมด ข้อมูลที่มีตอนนี้มาจากการประกาศทิศทางในงาน Google Marketing Live 2026 เป็นหลัก ดังนั้นสิ่งที่เขียนในบทความนี้คือการวิเคราะห์ทิศทางจากข้อมูลที่ Google เปิดเผยผ่าน Google Ads & Commerce Blog ไม่ใช่การสรุปฟีเจอร์ที่ปล่อยใช้งานเต็มรูปแบบแล้ว

ที่มาจาก Google Marketing Live 2026

Google Marketing Live เป็นงานที่ Google ใช้ประกาศทิศทางโฆษณาใหญ่ๆ ทุกปี และปีนี้จุดที่พูดถึงเยอะที่สุดคือการที่ AI Search กลายเป็นช่องทางค้นหาหลักคู่ขนานกับ Search แบบเดิม ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์เสริมอีกต่อไป

แนวโน้มที่เห็นชัดคือ Google กำลังพยายามตอบโจทย์ว่า ถ้าคนเริ่มถามคำถามแทนการพิมพ์ Keyword แล้วธุรกิจที่จ่ายเงินโฆษณาจะยังมีที่ยืนในหน้าผลลัพธ์ได้อย่างไร Conversational Discovery Ads จึงถูกวางให้เป็นคำตอบของโจทย์นี้ คือทำให้แบรนด์ยังปรากฏได้แม้คนจะไม่ได้เห็นหน้า Search แบบเดิมอีกต่อไป

จุดนี้สำคัญมากสำหรับธุรกิจที่คุ้นเคยกับ Search Ads แบบ Keyword Matching เพราะ Logic การแข่งขันกำลังเปลี่ยนจาก “ใครเสนอราคาสูงกว่าในคำค้นเดียวกัน” ไปเป็น “ใครมีข้อมูลที่ AI มองว่าน่าเชื่อถือพอจะหยิบไปพูดต่อ”

กลไกการทำงานเบื้องหลังโฆษณา

แม้รายละเอียดทางเทคนิคเต็มรูปแบบยังไม่เปิดเผยหมด แต่จากทิศทางที่ Google สื่อสารออกมา กลไกคร่าวๆ น่าจะทำงานประมาณนี้ AI Search จะวิเคราะห์ Intent ของคำถามก่อน จากนั้นจึงพิจารณาว่ามีโฆษณาไหนที่ข้อมูลตรงกับบริบทการสนทนานั้นพอจะแทรกเข้าไปในคำตอบได้แบบเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ยัดเข้าไปแบบขัดใจผู้ใช้

ตรงนี้ต้องระวัง อย่าเพิ่งสรุปว่าโฆษณาจะปรากฏทุกครั้งที่มีคนถามคำถามที่เกี่ยวข้องกับสินค้าคุณ เพราะ AI Search มีกลไกกรองคุณภาพคำตอบ ถ้าโฆษณาที่แทรกเข้าไปทำให้คำตอบดูไม่น่าเชื่อถือ หรือข้อมูลไม่ตรงกับสิ่งที่ผู้ใช้ถามจริงๆ ระบบก็มีแนวโน้มจะไม่เลือกใช้ นี่คือเหตุผลที่คุณภาพของ Feed ข้อมูล โครงสร้าง Schema และความชัดเจนของ Landing Page ยังคงสำคัญ ไม่ต่างจากตอนทำ Quality Score ในยุค Search Ads แบบเดิม

ต่างจาก AI Overview และ AI Max อย่างไร

หลายคนอาจสับสนระหว่างสามคำนี้ เพราะฟังดูคล้ายกันหมด แต่จริงๆ แล้วบทบาทต่างกันชัดเจน

AI Overview คือกล่องสรุปคำตอบที่ Google แสดงด้านบนผลลัพธ์การค้นหาปกติ เป็นเรื่องของการแสดงผล ไม่ใช่รูปแบบโฆษณาโดยตรง ส่วน AI Max for Search เป็นเครื่องมือฝั่ง Campaign ที่ช่วยขยาย Keyword และปรับ Asset อัตโนมัติให้ครอบคลุมคำค้นแบบ AI มากขึ้น แต่ยังทำงานอยู่ในกรอบของ Search Ads แบบเดิม

ในขณะที่ Conversational Discovery Ads เป็นฟอร์แมตโฆษณาใหม่ที่ไม่ได้ผูกกับหน้าผลลัพธ์การค้นหาแบบเดิมเลย แต่ถูกออกแบบมาให้ทำงานภายในบทสนทนากับ AI โดยตรง พูดง่ายๆ คือ AI Overview คือ “ที่ที่คำตอบแสดงผล” AI Max คือ “เครื่องมือที่ช่วยเตรียม Campaign ให้พร้อม” ส่วน Conversational Discovery Ads คือ “รูปแบบโฆษณาใหม่ที่อยู่ในตัวคำตอบเอง”

รูปแบบโฆษณาที่ผู้ใช้จะเห็นจริง

จากสิ่งที่ Google สาธิตในงาน รูปแบบที่น่าจะเกิดขึ้นจริงคือโฆษณาจะไม่แสดงเป็นกล่องแยกที่มีป้าย “Sponsored” ตัวใหญ่แบบเดิมเสมอไป แต่จะถูกจัดวางให้กลมกลืนกับคำตอบ เช่น การแนะนำแบรนด์หรือบริการควบคู่ไปกับข้อมูลที่ AI สรุปให้ พร้อม Label บอกว่าเป็นเนื้อหาที่ได้รับการสนับสนุน เพื่อให้ผู้ใช้ยังแยกแยะได้ว่าอะไรคือโฆษณา

สิ่งที่ต้องจับตาคือ ผู้ใช้ที่เห็นโฆษณารูปแบบนี้อาจไม่ได้คลิกออกไปที่เว็บไซต์ทันทีเหมือนเดิม บางส่วนอาจได้รับคำตอบเพียงพอจากบทสนทนาแล้วตัดสินใจโดยไม่คลิกเลย ซึ่งหมายความว่าธุรกิจต้องเริ่มคิดเรื่องการวัดผลใหม่ ไม่ใช่ดูแค่ Click เป็นตัวชี้วัดหลักเหมือนที่เคยทำกับ Search Ads แบบเดิม

ทำไมธุรกิจต้องรู้ก่อนคู่แข่ง

ฟอร์แมตโฆษณาใหม่มักมีช่วงเวลาที่ Google เปิดให้ทดสอบก่อนแบบจำกัด และในช่วงแรกๆ การแข่งขันด้านราคายังไม่สูง เพราะผู้ลงโฆษณายังน้อย นี่คือช่วงที่ธุรกิจที่เข้าใจกลไกก่อนมักได้เปรียบด้าน Cost per Result เมื่อเทียบกับตอนที่ทุกคนเริ่มเข้าใจและแข่งขันกันเต็มที่

อีกมุมที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องข้อมูล ถ้าธุรกิจไม่มี Feed หรือ Schema ที่ชัดเจนพอให้ AI นำไปใช้ประกอบคำตอบ ต่อให้อยากลงโฆษณารูปแบบนี้ก็อาจไม่ถูกเลือกใช้อยู่ดี การเตรียมโครงสร้างข้อมูลตั้งแต่ตอนนี้จึงสำคัญกว่าการรอดูว่าฟีเจอร์จะออกมาหน้าตาแบบไหนแน่นอน

สำหรับธุรกิจที่ต้องการวางแผนงบและโครงสร้างแคมเปญให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ สามารถศึกษาพื้นฐานที่แน่นก่อนได้จาก คอร์ส Google Ads Beginner to Expert ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจ Logic การประมูลและการวัดผลที่เป็นรากฐานเดียวกับที่ AI Search ใช้ต่อยอด

Framework REACH สำหรับเตรียมพร้อมกับ Conversational Discovery Ads

เพื่อไม่ให้ธุรกิจตั้งตัวไม่ทันเมื่อฟีเจอร์นี้เปิดใช้งานจริง ลองใช้ Framework REACH เป็นแนวทางเตรียมความพร้อม

  1. R – Research: ศึกษารูปแบบคำถามเชิงสนทนาที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายน่าจะถามจริง ไม่ใช่แค่ Keyword สั้นๆ แบบเดิม
  2. E – Engage: ปรับเนื้อหาให้ตอบคำถามแบบสนทนาได้ตรงประเด็น ไม่ใช่แค่โปรยข้อมูลกว้างๆ
  3. A – Align: จัดโครงสร้าง Feed สินค้าและ Schema ให้ชัดเจน เพื่อให้ AI มีข้อมูลพอจะหยิบไปใช้ประกอบคำตอบ
  4. C – Continuous Testing: เพราะเป็นฟอร์แมตใหม่ ยังไม่มี Benchmark ที่แน่นอน ต้องทดสอบและปรับตามผลจริง
  5. H – Human Check: ตรวจสอบว่าคำตอบที่ AI แสดงคู่กับโฆษณาของคุณสื่อสารถูกต้องตรงกับแบรนด์ ไม่ใช่ปล่อยให้ระบบตัดสินใจทั้งหมด

ถ้าต้องการวางระบบวัดผลให้รองรับฟอร์แมตใหม่แบบนี้ตั้งแต่ต้น ควรเริ่มจากการเข้าใจ Attribution และ Tracking ที่แม่นยำก่อน ซึ่งเป็นเนื้อหาหลักใน คอร์ส Google Ads Beginner to Expert

Masterclass: 3 มุมมองที่นักการตลาดต้องปรับ

1. เลิกวัดผลด้วย Click อย่างเดียว

แนวคิด: ถ้าคำตอบของ AI ทำให้ลูกค้าตัดสินใจได้โดยไม่คลิกออกจากหน้าสนทนา ตัวเลข Click อาจไม่ได้สะท้อนผลกระทบที่แบรนด์ได้รับจริง

วิธีการนำไปปรับใช้: เริ่มดู Signal อื่นควบคู่ เช่น Brand Search ที่เพิ่มขึ้นหลัง Campaign เริ่ม หรือการเชื่อมข้อมูลแบบ Halo Effect Tracking ที่ใช้วัดผลกระทบข้ามช่องทาง

ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: ร้านซ่อมแอร์อาจไม่เห็น Click เพิ่มจาก Conversational Discovery Ads แต่เห็นคนโทรเข้าร้านโดยตรงมากขึ้น เพราะ AI แนะนำเบอร์ติดต่อในคำตอบไปแล้ว

2. คุณภาพข้อมูลสำคัญกว่างบประมูล

แนวคิด: ในยุค Search Ads แบบเดิม การประมูลราคาสูงกว่ามีผลมาก แต่ถ้า AI เลือกจากความน่าเชื่อถือของข้อมูลก่อน งบอย่างเดียวอาจไม่พอ

วิธีการนำไปปรับใช้: ตรวจสอบว่า Feed สินค้าและหน้าเว็บมีข้อมูลครบ ชัดเจน และตรงกับสิ่งที่ AI น่าจะสรุปนำไปตอบ ไม่ใช่แค่ใส่คำโฆษณากว้างๆ

ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: ร้านที่ใส่รายละเอียดราคา เวลาเปิดปิด และรีวิวจริงในหน้าเว็บชัดเจน มีโอกาสถูก AI หยิบไปพูดถึงมากกว่าร้านที่มีแค่หน้า Landing Page สวยแต่ข้อมูลบาง

3. อย่าละเลยการเช็กว่าแอดแสดงถูกบริบท

แนวคิด: เพราะโฆษณาถูกแทรกเข้าไปในคำตอบแบบสนทนา ความเสี่ยงที่จะแสดงผิดบริบทหรือดูขัดกับคำถามก็มีมากขึ้นตามไปด้วย

วิธีการนำไปปรับใช้: หมั่นตรวจสอบว่าโฆษณาแสดงอย่างไรในสถานการณ์จริง คล้ายกับหลักการที่ใช้ตรวจสอบด้วย Ad Preview and Diagnosis ในการยิงแอด Google แบบเดิม

ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: ถ้าลูกค้าถามเรื่องบริการราคาประหยัด แต่ AI แทรกโฆษณาสินค้าพรีเมียมเข้าไป อาจทำให้แบรนด์ดูไม่เข้าใจลูกค้า มากกว่าที่จะช่วยปิดการขาย

Danger Zone: จุดพลาดที่ธุรกิจมักเจอกับฟอร์แมตโฆษณาใหม่

ข้อผิดพลาดที่ 1: รีบทุ่มงบก่อนเข้าใจกลไก
หลายธุรกิจเห็นฟีเจอร์ใหม่แล้วรีบเทงบทันทีเพราะกลัวตกขบวน แต่ถ้ายังไม่เข้าใจว่าระบบเลือกแสดงโฆษณาอย่างไร อาจเสียงบไปกับการทดลองที่ไม่มีทิศทาง ควรเริ่มจากงบเล็กและสังเกตพฤติกรรมก่อน

ข้อผิดพลาดที่ 2: ใช้ Landing Page เดิมที่ไม่รองรับ Context การสนทนา
ถ้าลูกค้าคลิกมาจากคำตอบที่ AI สรุปให้แบบเจาะจง แต่หน้าเว็บที่ไปถึงเป็นหน้ารวมสินค้าทั่วไป ความรู้สึกไม่ต่อเนื่องอาจทำให้ลูกค้าปิดหน้าไปทันที

ข้อผิดพลาดที่ 3: มองว่านี่คือ AI Overview หรือ AI Max แล้วใช้กลยุทธ์เดิม
เพราะบทบาทต่างกันชัดเจนตามที่อธิบายไปแล้ว การเอากลยุทธ์ของฟีเจอร์หนึ่งไปใช้กับอีกฟีเจอร์หนึ่งอาจทำให้ผลลัพธ์ไม่ตรงกับที่คาดไว้

ข้อผิดพลาดที่ 4: ไม่ตรวจสอบว่าโฆษณาแสดงถูกบริบทหรือไม่
เพราะฟอร์แมตนี้ทำงานภายในบทสนทนา ความเสี่ยงเรื่องโฆษณาโผล่ผิดจังหวะมีมากกว่าการแสดงผลแบบ Static เดิม ถ้าไม่ตรวจสอบสม่ำเสมออาจกระทบภาพลักษณ์แบรนด์โดยไม่รู้ตัว

ข้อผิดพลาดที่ 5: คาดหวังผลลัพธ์แบบ Search Ads เดิมทันที
ฟอร์แมตใหม่มักต้องใช้เวลาให้ระบบเรียนรู้และให้ทีมงานปรับจูนหลายรอบ การคาดหวังผลลัพธ์แบบ Search Ads ที่มีข้อมูลสะสมมานานอาจทำให้ผิดหวังเร็วเกินไปและเลิกทดลองก่อนเห็นภาพจริง

Checklist ก่อนเริ่มทดลอง Conversational Discovery Ads

  • ตรวจสอบว่า Feed สินค้าหรือบริการมีข้อมูลครบถ้วนและอัปเดตล่าสุดแล้วหรือยัง
  • เช็กว่า Landing Page มีข้อมูลที่ตอบคำถามเชิงสนทนาได้ตรงจุด ไม่ใช่แค่หน้ารวมสินค้า
  • ทบทวนว่าโครงสร้าง Schema ของเว็บไซต์ชัดเจนพอให้ AI นำไปใช้ประกอบคำตอบหรือไม่
  • วางแผนงบทดลองแบบเล็กก่อน ไม่ทุ่มงบก้อนใหญ่ตั้งแต่รอบแรก
  • เตรียม Signal อื่นนอกจาก Click ไว้วัดผล เช่น Brand Search หรือการโทรเข้าร้าน
  • ตรวจสอบว่าทีมเข้าใจความต่างระหว่าง AI Overview, AI Max และ Conversational Discovery Ads แล้วหรือยัง
  • หมั่นตรวจสอบว่าโฆษณาที่แสดงคู่กับคำตอบ AI ตรงกับ Context ของคำถามจริงหรือไม่
  • เตรียมทีมหรือระบบสำหรับ Human Check เนื้อหาที่ AI นำไปใช้เป็นระยะ
  • ทบทวนว่า Tracking และ Attribution ปัจจุบันรองรับพฤติกรรมที่ไม่คลิกออกจากหน้า AI หรือยัง
  • ติดตามข่าวสารจาก Google Ads Help และ Google Blog อย่างสม่ำเสมอ เพราะฟีเจอร์นี้ยังมีการอัปเดตต่อเนื่อง
  • ทดลองเปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่าง Campaign ที่ใช้ฟอร์แมตใหม่กับ Campaign เดิมก่อนตัดสินใจขยายงบ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Conversational Discovery Ads

Conversational Discovery Ads ต่างจาก Search Ads ทั่วไปอย่างไร

Search Ads แบบเดิมแสดงผลตาม Keyword ที่คนพิมพ์และอยู่แยกจากผลลัพธ์ปกติ ส่วน Conversational Discovery Ads ถูกฝังอยู่ในคำตอบที่ AI สร้างขึ้นจากบทสนทนา ทำให้ต้องคิดเรื่องบริบทและความน่าเชื่อถือของข้อมูลมากกว่าการแข่งราคาประมูลอย่างเดียว

ธุรกิจขนาดเล็กควรเริ่มเตรียมตัวตอนนี้เลยหรือไม่

ควรเริ่มจากการจัดระเบียบข้อมูลพื้นฐาน เช่น Feed สินค้าและ Schema ให้ชัดเจนก่อน เพราะสิ่งนี้ใช้ได้ทั้งกับฟีเจอร์เดิมและฟีเจอร์ใหม่ ไม่จำเป็นต้องรอให้ Conversational Discovery Ads เปิดใช้งานเต็มรูปแบบก่อนถึงจะเริ่มเตรียม

วัดผล Conversational Discovery Ads ด้วย Metric แบบไหน

ยังไม่ควรยึด Click เป็น Metric หลักเพียงอย่างเดียว ต้องดู Signal อื่นประกอบ เช่น Brand Search ที่เพิ่มขึ้น หรือการติดต่อธุรกิจโดยตรง เพราะพฤติกรรมผู้ใช้ในรูปแบบสนทนาต่างจาก Search แบบเดิม

ต้องใช้ AI Max for Search ควบคู่กับ Conversational Discovery Ads หรือไม่

ทั้งสองไม่ได้ผูกกันเป็นเงื่อนไขบังคับ แต่การเข้าใจ AI Max ช่วยให้เห็นภาพว่า Google กำลังปรับ Campaign ให้รองรับ Query แบบ AI มากขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานเดียวกับที่ Conversational Discovery Ads ต่อยอด

ควรรอให้ฟีเจอร์นี้เสถียรก่อนค่อยเริ่มทดลองหรือไม่

ขึ้นอยู่กับความพร้อมของธุรกิจ ถ้ารอจนฟีเจอร์เสถียรเต็มที่ การแข่งขันมักสูงขึ้นตามไปด้วย การเริ่มทดลองด้วยงบเล็กในช่วงแรกอาจช่วยให้เข้าใจกลไกก่อนคู่แข่งส่วนใหญ่ในตลาด

สรุป

Conversational Discovery Ads ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์เสริมของ AI Search แต่เป็นสัญญาณว่ารูปแบบการแข่งขันในโฆษณา Google กำลังเปลี่ยนจากการประมูล Keyword ไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพข้อมูลที่ AI มองว่าน่าเชื่อถือพอจะนำไปพูดต่อ

จุดที่หลายคนมักเข้าใจผิดคือคิดว่านี่เหมือน AI Overview หรือ AI Max ที่เคยรู้จัก ทั้งที่จริงแล้วบทบาทต่างกันชัดเจน และต้องใช้มุมมองการวัดผลใหม่ที่ไม่ยึด Click เป็นหลักเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่ควรทำต่อจากนี้คือเริ่มจัดระเบียบข้อมูลพื้นฐาน ทดลองด้วยงบเล็ก และหมั่นตรวจสอบว่าโฆษณาแสดงถูกบริบทหรือไม่ ถ้าต้องการวางรากฐาน Google Ads ให้แข็งแรงพอรองรับการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ สามารถเริ่มต้นจาก คอร์ส Google Ads Beginner to Expert ได้เลย

อย่าถามแค่ว่าฟีเจอร์นี้จะเปิดใช้งานเมื่อไหร่ ต้องถามต่อว่าธุรกิจของคุณพร้อมให้ AI หยิบข้อมูลไปพูดถึงในทางที่ดีแล้วหรือยัง

อย่ารอให้คู่แข่งเข้าใจ AI Search ก่อนคุณ

ให้ทีม DigitalD2M ช่วยวางโครงสร้าง Google Ads และข้อมูลธุรกิจให้พร้อมรองรับฟอร์แมตโฆษณาใหม่ ก่อนที่ตลาดจะแข่งขันกันเต็มรูปแบบ

DigitalD2M — วางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ โฆษณา และระบบ AI Marketing ให้ธุรกิจเติบโตอย่างวัดผลได้