เรียนยิงแอดจับมือทำตัวต่อตัว กับอาจารย์ประสบการณ์ 10 ปี
“ลูกค้าที่อายุเท่ากัน เพศเดียวกัน หรือสนใจเรื่องเดียวกัน อาจมีพฤติกรรมซื้อไม่เหมือนกันเลย การตลาดที่แม่นจึงไม่ควรมองแค่ว่าเขาเป็นใคร แต่ต้องดูด้วยว่าเขาทำอะไรจริง”
Behavioral Segmentation คือการแบ่งกลุ่มลูกค้าจากพฤติกรรมจริง เช่น คนที่ดูสินค้าหลายครั้งแต่ยังไม่ซื้อ คนที่ซื้อเฉพาะตอนมีโปร คนที่ซื้อซ้ำทุกเดือน คนที่อ่านบทความก่อนทัก คนที่ทักแล้วเงียบ หรือคนที่เคยซื้อสินค้าราคาแพง
หลายธุรกิจยังแบ่งกลุ่มลูกค้าจากข้อมูลพื้นฐาน เช่น อายุ เพศ ความสนใจ อาชีพ หรือกลุ่มเป้าหมายกว้าง ๆ เช่น ผู้หญิง 25–35 ปี เจ้าของธุรกิจ หรือคนสนใจความงาม ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์ แต่ยังไม่พอสำหรับการทำการตลาดให้แม่นจริง
เพราะในโลกการตลาดจริง ลูกค้าที่อยู่ใน Demographic เดียวกันอาจมีพฤติกรรมต่างกันมาก เช่น ผู้หญิงวัยทำงานสองคนอาจสนใจสกินแคร์เหมือนกัน แต่คนหนึ่งซื้อซ้ำทุกเดือน ส่วนอีกคนซื้อเฉพาะตอนมีโปรแรง หรือเจ้าของธุรกิจสองคนอาจสนใจยิงแอดเหมือนกัน แต่คนหนึ่งพร้อมเรียนคอร์สทันที อีกคนยังอ่านบทความเก็บข้อมูลอยู่
Behavioral Segmentation จึงช่วยให้ธุรกิจเข้าใจลูกค้าลึกขึ้นจากสิ่งที่ลูกค้าทำจริง ไม่ใช่เดาจากข้อมูลกว้าง ๆ อย่างเดียว เมื่อรู้พฤติกรรมแล้ว ธุรกิจจะสามารถออกแบบคอนเทนต์ โปรโมชัน โฆษณา และข้อความ Follow-up ให้เหมาะกับแต่ละกลุ่มได้มากขึ้น
บทความนี้จะพาเข้าใจว่า Behavioral Segmentation คืออะไร ต่างจากการแบ่งกลุ่มแบบ Demographic อย่างไร ธุรกิจควรดูพฤติกรรมแบบไหน และจะนำข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าไปใช้กับการตลาดออนไลน์อย่างไรให้ขายง่ายขึ้นและเสียงบน้อยลง
ถ้าคุณต้องการวางระบบการตลาดออนไลน์ให้ใช้ข้อมูลลูกค้าจริง ตั้งแต่ Content, Ads, CRM, LINE OA และ Funnel สามารถดูรายละเอียดได้ที่ บริการการตลาดออนไลน์ ของ DigitalD2M ซึ่งช่วยวางแผนให้ธุรกิจสื่อสารกับลูกค้าแต่ละกลุ่มได้แม่นขึ้น
Behavioral Segmentation คือการแบ่งกลุ่มลูกค้าตามพฤติกรรมที่ลูกค้าทำจริงกับแบรนด์ สินค้า เว็บไซต์ โฆษณา คอนเทนต์ หรือช่องทางการขาย เช่น ดูสินค้า กดเพิ่มตะกร้า ทักแชท อ่านบทความ ซื้อซ้ำ หรือหายไปนาน
แนวคิดนี้ต่างจากการมองลูกค้าแค่ว่าเป็นใคร เช่น อายุเท่าไหร่ เพศอะไร อยู่จังหวัดไหน หรือสนใจหมวดหมู่อะไร เพราะ Behavioral Segmentation มองลึกไปที่การกระทำ เช่น ลูกค้าเข้าหน้าเว็บหลายครั้งแต่ไม่ทัก เขากดดูราคาซ้ำ เขาซื้อเฉพาะช่วงโปร หรือเขาเคยซื้อของราคาสูงมาก่อน
Adobe อธิบายว่า Behavioral Segmentation คือการจัดกลุ่ม Audience จากการกระทำและพฤติกรรมของผู้ใช้ เพื่อทำความเข้าใจกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมคล้ายกันและนำไปใช้ในการตลาดได้ตรงขึ้น สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ Adobe: What is behavioral segmentation?
พูดให้ง่ายที่สุด Behavioral Segmentation คือการแบ่งลูกค้าโดยดูว่า “เขาทำอะไร” มากกว่าแค่ “เขาเป็นใคร” เพราะพฤติกรรมมักสะท้อนความสนใจ ความพร้อมซื้อ ความลังเล และโอกาสในการขายได้ชัดกว่าข้อมูลพื้นฐานเพียงอย่างเดียว
การแบ่งกลุ่มลูกค้าจากอายุ เพศ หรือความสนใจยังมีประโยชน์ แต่ถ้าใช้เพียงอย่างเดียว ธุรกิจอาจสื่อสารกว้างเกินไปและไม่ตรงกับพฤติกรรมการซื้อจริงของลูกค้าแต่ละคน
ตัวอย่างเช่น กลุ่มผู้หญิงอายุ 25–35 ปี สนใจความงาม อาจดูเหมือนเป็นกลุ่มเดียวกัน แต่ในความจริงบางคนซื้อสินค้าใหม่ทันทีที่เห็นรีวิว บางคนต้องอ่านข้อมูลส่วนผสมละเอียด บางคนซื้อเฉพาะตอนมีโปร 1 แถม 1 และบางคนเคยซื้อแล้วแต่ไม่กลับมาซื้อซ้ำ
ถ้าธุรกิจส่งข้อความเดียวกันให้ทุกคน เช่น “โปรลดราคาเฉพาะวันนี้” อาจได้ผลกับกลุ่มที่ไวต่อโปร แต่ไม่ได้ผลกับกลุ่มที่ต้องการข้อมูลเชิงลึก หรือกลุ่มที่ยังไม่มั่นใจในแบรนด์
ในฝั่งธุรกิจบริการก็เช่นกัน เจ้าของธุรกิจสองคนอาจสนใจคอร์สยิงแอดเหมือนกัน แต่คนหนึ่งมีงบโฆษณาและอยากเรียนเพื่อทำเองทันที อีกคนยังแค่อ่านบทความเพื่อทำความเข้าใจเบื้องต้น ถ้าสื่อสารเหมือนกันทั้งสองคน โอกาสปิดการขายอาจลดลง
ดังนั้นการตลาดที่แม่นขึ้นต้องดูพฤติกรรมประกอบเสมอ เพราะพฤติกรรมช่วยบอกว่า ลูกค้ากำลังอยู่ช่วงไหนของ Journey สนใจจริงแค่ไหน และควรได้รับข้อความแบบใดในจังหวะนั้น
Demographic Segmentation คือการแบ่งกลุ่มลูกค้าจากข้อมูลประชากรศาสตร์ เช่น อายุ เพศ รายได้ อาชีพ สถานภาพ หรือพื้นที่อยู่อาศัย ส่วน Behavioral Segmentation คือการแบ่งจากพฤติกรรม เช่น การซื้อ การเข้าชมเว็บไซต์ การตอบสนองต่อโปรโมชัน หรือความถี่ในการกลับมาใช้บริการ
สองแนวคิดนี้ไม่ควรถูกมองว่าอย่างใดดีกว่าเสมอไป แต่ควรถูกใช้ร่วมกัน Demographic ช่วยให้เข้าใจโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มเป้าหมาย ส่วน Behavioral ช่วยให้รู้ว่าลูกค้าแต่ละคนมีความพร้อมและพฤติกรรมต่อแบรนด์อย่างไร
| หัวข้อเปรียบเทียบ | Demographic Segmentation | Behavioral Segmentation |
|---|---|---|
| คำถามหลัก | ลูกค้าเป็นใคร | ลูกค้าทำอะไร |
| ตัวอย่างข้อมูล | อายุ เพศ รายได้ อาชีพ พื้นที่ | ซื้อซ้ำ ดูสินค้า ทักแชท กดตะกร้า อ่านบทความ |
| จุดเด่น | เข้าใจภาพรวมกลุ่มเป้าหมาย | เข้าใจความพร้อมซื้อและพฤติกรรมจริง |
| การนำไปใช้ | กำหนดตลาดและ Persona เบื้องต้น | ทำแคมเปญ ข้อความ Follow-up และโปรโมชันให้ตรงขึ้น |
ถ้าธุรกิจใช้ Demographic อย่างเดียว อาจรู้ว่ากำลังขายให้ใคร แต่ยังไม่รู้ว่าเขาพร้อมซื้อหรือไม่ แต่ถ้าเพิ่ม Behavioral Segmentation เข้าไป ธุรกิจจะรู้มากขึ้นว่า ควรพูดอะไรกับลูกค้าคนนั้นในเวลานั้น
Behavioral Segmentation สามารถเริ่มจากพฤติกรรมง่าย ๆ ที่ธุรกิจมีข้อมูลอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบซับซ้อนเสมอไป สิ่งสำคัญคือเลือกพฤติกรรมที่มีผลต่อการตลาดและการขายจริง
เช่น ซื้อครั้งแรก ซื้อซ้ำ ซื้อเฉพาะตอนมีโปร ซื้อสินค้าราคาแพง ซื้อสินค้าหมวดเดิมซ้ำ หรือเคยซื้อแล้วไม่กลับมาอีก พฤติกรรมนี้ช่วยให้ธุรกิจวางแผน Cross-sell, Upsell และ Retention ได้ดีขึ้น
เช่น ดูวิดีโอจนจบ อ่านบทความหลายหน้า กดบันทึกโพสต์ กดแชร์ คอมเมนต์ หรือกดดูรีวิวหลายครั้ง พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนว่าลูกค้าเริ่มมีความสนใจมากกว่าคนที่เห็นผ่านเฉย ๆ
เช่น เข้า Landing Page ซ้ำหลายครั้ง ดูหน้าราคา ดูหน้า FAQ กดปุ่ม LINE แต่ไม่ทัก หรือเพิ่มสินค้าในตะกร้าแล้วไม่จ่ายเงิน ข้อมูลเหล่านี้ช่วยบอกว่าลูกค้าอยู่ใกล้การตัดสินใจแค่ไหน
เช่น ทักถามราคาแล้วเงียบ ถามรายละเอียดหลายครั้ง ขอใบเสนอราคา นัดแล้วเลื่อน หรือเคยบอกว่าสนใจแต่ยังไม่พร้อมซื้อ พฤติกรรมเหล่านี้ช่วยวางแผน Follow-up ได้แม่นขึ้น
บางคนซื้อเฉพาะช่วงลดราคา บางคนไม่สนใจโปรแต่สนใจคุณภาพ บางคนชอบของแถม บางคนต้องการทดลองก่อนซื้อ การรู้พฤติกรรมต่อโปรโมชันช่วยลดการใช้ส่วนลดผิดกลุ่ม
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองดูตัวอย่างการแบ่งกลุ่มลูกค้าจากพฤติกรรมในธุรกิจหลายประเภท
ร้านค้าออนไลน์อาจแบ่งลูกค้าเป็นกลุ่ม เช่น คนดูสินค้าหลายครั้งแต่ไม่ซื้อ คนเพิ่มตะกร้าแต่ไม่จ่ายเงิน คนซื้อเฉพาะช่วงโปร คนซื้อซ้ำทุกเดือน และลูกค้าที่เคยซื้อสินค้ามูลค่าสูง
แต่ละกลุ่มควรได้รับข้อความต่างกัน เช่น คนเพิ่มตะกร้าแล้วไม่จ่ายเงินอาจต้องการ Reminder หรือข้อเสนอพิเศษ ส่วนลูกค้าซื้อซ้ำทุกเดือนอาจเหมาะกับแพ็กเกจสมาชิกหรือ Bundle ประหยัดกว่า
ธุรกิจกลุ่มนี้อาจแบ่งลูกค้าจากพฤติกรรม เช่น คนอ่านบทความเรื่องผิวโทรม คนทักถามผลลัพธ์ คนซื้อครั้งแรก คนซื้อครบ 30 วันแล้วควรซื้อซ้ำ หรือคนเคยซื้อแล้วหายไปนาน
ข้อความที่เหมาะกับคนซื้อครั้งแรกอาจเป็นวิธีกินและการดูแลตัวเอง ส่วนคนที่ไม่ได้ซื้อซ้ำนานอาจต้องใช้ข้อความเตือนเรื่องความต่อเนื่องหรือโปรสำหรับกลับมาดูแลตัวเองอีกครั้ง
ธุรกิจคอร์สเรียนอาจแบ่งลูกค้าเป็นกลุ่ม เช่น คนอ่านบทความหลายบท คนดูหน้าคอร์สหลายครั้ง คนทักถามแต่ยังไม่สมัคร คนเคยเรียนคอร์สหนึ่งแล้ว คนเคยดาวน์โหลดเอกสาร หรือคนที่สนใจเรียนแบบตัวต่อตัว
ถ้าลูกค้าดูหน้า คอร์ส Google Ads Beginner to Expert หลายครั้งแต่ยังไม่สมัคร ข้อความที่เหมาะอาจเป็น FAQ รีวิว หรือรายละเอียดสิ่งที่จะได้รับ มากกว่าการยิงโปรลดราคาอย่างเดียว
ธุรกิจ B2B อาจดูพฤติกรรม เช่น ดาวน์โหลดเอกสาร ขอใบเสนอราคา เข้าหน้าบริการหลายครั้ง ดูหน้า Portfolio หรือมีการส่งลิงก์ให้ทีมงานหลายคนดู ข้อมูลเหล่านี้ช่วยบอกว่าลูกค้ากำลังอยู่ในช่วงพิจารณาและอาจมีหลายคนร่วมตัดสินใจ
Behavioral Segmentation ช่วยให้ธุรกิจไม่ต้องยิงแอดหรือทำคอนเทนต์แบบเดียวกันให้ทุกคน เพราะแต่ละพฤติกรรมสะท้อนความต้องการและความพร้อมซื้อที่ต่างกัน
ตัวอย่างเช่น คนที่เพิ่งดูวิดีโอให้ความรู้ อาจยังไม่ควรเห็นข้อความขายหนัก แต่ควรเห็นคอนเทนต์ต่อยอด เช่น Checklist, บทความอธิบายปัญหา หรือกรณีศึกษา ส่วนคนที่เข้า Landing Page และดูหน้าราคาหลายครั้ง อาจพร้อมเห็นข้อเสนอ นัดปรึกษา หรือรีมาร์เก็ตติ้งที่ตอบข้อกังวล
สำหรับการยิงแอด ธุรกิจสามารถแบ่ง Audience จากพฤติกรรม เช่น Website Visitor, Engaged User, Add to Cart, Lead Form Open, LINE Click, Video Viewer หรือ Customer List แล้ววาง Message ให้เหมาะกับแต่ละกลุ่ม
ถ้าธุรกิจยิงแอดโดยไม่ดูพฤติกรรม อาจเสียเงินกับคนที่ยังไม่พร้อมซื้อ หรือส่งข้อความเบาเกินไปให้คนที่พร้อมตัดสินใจแล้ว ทำให้โอกาสปิดการขายลดลงโดยไม่จำเป็น
ถ้าต้องการวางแผนแคมเปญโฆษณาจากพฤติกรรมลูกค้า เช่น Retargeting, Funnel, Audience และ Message สามารถดูรายละเอียดได้ที่ บริการรับทำโฆษณา Facebook, TikTok และ Google Ads
Behavioral Segmentation จะมีพลังมากขึ้นเมื่อเชื่อมกับ CRM, LINE OA, Email Marketing หรือ Marketing Automation เพราะธุรกิจสามารถส่งข้อความตามพฤติกรรมได้แบบเป็นระบบ ไม่ต้องทำทุกอย่างด้วยมือ
ตัวอย่างเช่น ลูกค้าที่ทัก LINE แล้วเงียบเกิน 3 วัน อาจได้รับข้อความ Follow-up แบบสุภาพ ลูกค้าที่ซื้อสินค้าแล้วครบ 25 วัน อาจได้รับคำแนะนำเพื่อซื้อซ้ำ ลูกค้าที่เคยดูหน้าบริการหลายครั้ง อาจได้รับ Case Study หรือข้อเสนอปรึกษาฟรี
ในธุรกิจคอร์สเรียน คนที่เคยดาวน์โหลดเอกสารฟรี อาจเข้าสู่ Sequence ให้ความรู้ 3–5 ข้อความ ก่อนนำเสนอคอร์สหรือบริการ ส่วนคนที่เคยเรียนแล้วอาจได้รับคอนเทนต์ขั้นสูงหรือคอร์สต่อยอด
หัวใจสำคัญคือ Automation ไม่ควรส่งข้อความเยอะจนรบกวนลูกค้า แต่ควรส่งข้อความที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมจริงของเขา และช่วยให้เขาเดินต่อใน Customer Journey ได้ง่ายขึ้น
ถ้าธุรกิจต้องการติดตั้ง Chatbot หรือระบบตอบกลับอัตโนมัติที่ช่วยเก็บข้อมูลและแบ่งกลุ่มลูกค้าตามพฤติกรรม สามารถดูรายละเอียดได้ที่ บริการติดตั้ง Chatbot สำหรับ LINE, Facebook และ Website
ก่อนเริ่มทำ Behavioral Segmentation ให้ใช้ Framework BEHAVE เพื่อช่วยให้ธุรกิจแบ่งกลุ่มลูกค้าจากพฤติกรรมอย่างมีระบบ และนำข้อมูลไปใช้ได้จริงกับการตลาดและการขาย
วิธีนำไปใช้จริงคือ เริ่มจากพฤติกรรมสำคัญ 5–7 อย่างที่ธุรกิจมีข้อมูลอยู่แล้ว เช่น เข้าเว็บซ้ำ ทักแชท ดูราคา ซื้อครั้งแรก ซื้อซ้ำ เพิ่มตะกร้า หรือไม่ได้ซื้อซ้ำนาน แล้ววางข้อความเฉพาะสำหรับแต่ละกลุ่มก่อนขยายระบบให้ละเอียดขึ้น
ถ้าต้องการใช้ AI ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า สรุป Segment และวาง Content หรือ Ads ตาม Customer Behavior สามารถต่อยอดได้จาก คอร์ส AI Driven Marketing & Advertising
แนวคิด: พฤติกรรมบางอย่างบอกว่าลูกค้าใกล้ตัดสินใจมากกว่าพฤติกรรมอื่น เช่น ดูหน้าราคา ทักถามรายละเอียด หรือขอใบเสนอราคา มักมีความหมายมากกว่าการกดไลก์โพสต์ทั่วไป
วิธีการนำไปปรับใช้: ให้คะแนนพฤติกรรม เช่น อ่านบทความ 1 คะแนน ดูหน้าคอร์ส 3 คะแนน ทัก LINE 5 คะแนน ขอใบเสนอราคา 8 คะแนน เพื่อช่วยให้ทีมรู้ว่าลูกค้ากลุ่มไหนควรถูก Follow-up ก่อน
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: คนที่อ่านบทความเกี่ยวกับ Google Ads 5 บทและดูหน้าคอร์สหลายครั้ง อาจเป็น Warm Lead ที่ควรเห็นรีวิว คำถามที่พบบ่อย หรือข้อเสนอปรึกษาฟรี มากกว่าคนที่เพิ่งเห็นโพสต์ครั้งแรก
แนวคิด: ลูกค้าที่ซื้อเฉพาะตอนลดราคา กับลูกค้าที่ซื้อเพราะเชื่อในคุณค่าแบรนด์ ไม่ควรถูกสื่อสารเหมือนกัน เพราะแรงจูงใจในการซื้อไม่เหมือนกัน
วิธีการนำไปปรับใช้: วิเคราะห์ประวัติการซื้อว่า ลูกค้าซื้อเมื่อมีโปรเท่านั้นหรือซื้อซ้ำแม้ไม่มีส่วนลด แล้ววางข้อเสนอให้เหมาะ เช่น กลุ่มโปรอาจใช้ Bundle ส่วนกลุ่มคุณค่าอาจใช้คอนเทนต์เชิงลึกหรือสิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิก
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: ร้านอาหารเสริมอาจแยกคนที่ซื้อทุกเดือนออกจากคนที่ซื้อเฉพาะตอน Flash Sale เพื่อวางแคมเปญซื้อซ้ำและโปรโมชันไม่ให้กระทบกำไรเกินจำเป็น
แนวคิด: Behavioral Segmentation ไม่ได้มีไว้หาลูกค้าใหม่เท่านั้น แต่ใช้เพิ่มมูลค่าลูกค้าเก่าได้มาก โดยดูว่าหลังซื้อแล้วลูกค้าทำอะไรต่อ
วิธีการนำไปปรับใช้: ดูว่าลูกค้าหลังซื้อเปิดข้อความไหม อ่านคู่มือไหม ซื้อซ้ำในกี่วัน ทักถามปัญหาอะไร หรือหายไปหลังซื้อหรือไม่ แล้วออกแบบ Onboarding, Support และแคมเปญซื้อซ้ำให้เหมาะ
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: ถ้าลูกค้าเคยเรียน คอร์ส Google Ads Beginner to Expert แล้วเปิดดูคอนเทนต์ AI Marketing ต่อเนื่อง ธุรกิจอาจแนะนำคอร์ส AI Driven Marketing หรือบริการวางระบบโฆษณาขั้นสูงต่อได้
ข้อผิดพลาดที่ 1: แบ่งกลุ่มจากข้อมูลกว้างเกินไป
คำอธิบายคือธุรกิจใช้แค่อายุ เพศ หรือความสนใจ แล้วคิดว่าเข้าใจลูกค้าแล้ว ผลเสียคือข้อความยังไม่ตรงกับพฤติกรรมจริง แนวทางคือเพิ่มข้อมูลการกระทำ เช่น การซื้อ การทัก การดูหน้าเว็บ หรือการตอบสนองต่อโปรโมชัน
ข้อผิดพลาดที่ 2: เก็บข้อมูลพฤติกรรมแต่ไม่ได้นำไปใช้
คำอธิบายคือธุรกิจมีข้อมูลใน GA4, Ads, LINE OA หรือ CRM แต่ไม่ได้นำไปแบ่งกลุ่มหรือวางข้อความ ผลเสียคือข้อมูลกลายเป็นแค่ตัวเลข ไม่ได้ช่วยยอดขาย แนวทางคือกำหนดตั้งแต่แรกว่าพฤติกรรมใดจะนำไปสู่ข้อความหรือ Action อะไร
ข้อผิดพลาดที่ 3: ส่งโปรเดียวกันให้ทุก Segment
คำอธิบายคือแม้แบ่งกลุ่มแล้ว แต่ยังใช้โปรโมชันเดียวกับทุกคน ผลเสียคือบางกลุ่มอาจได้ส่วนลดโดยไม่จำเป็น และบางกลุ่มอาจยังไม่พร้อมซื้อ แนวทางคือปรับข้อเสนอให้ตรงกับพฤติกรรมและความพร้อมซื้อ
ข้อผิดพลาดที่ 4: ตีความพฤติกรรมผิด
คำอธิบายคือการเข้าเว็บหลายครั้งไม่ได้แปลว่าพร้อมซื้อเสมอไป อาจแปลว่ายังสงสัยหรือยังไม่มั่นใจ ผลเสียคือธุรกิจอาจเร่งขายเร็วเกินไป แนวทางคือดูหลายสัญญาณร่วมกัน เช่น หน้าเว็บที่ดู ระยะเวลา การทักแชท และประวัติการซื้อ
ข้อผิดพลาดที่ 5: ไม่อัปเดต Segment ตามพฤติกรรมใหม่
คำอธิบายคือลูกค้าเปลี่ยนสถานะได้ตลอด เช่น จากคนลังเลกลายเป็นลูกค้าซื้อแล้ว หรือจากลูกค้าซื้อซ้ำกลายเป็นลูกค้าที่หายไป ผลเสียคือข้อความล้าสมัยและไม่ตรงกับสถานะปัจจุบัน แนวทางคืออัปเดต Segment เป็นรอบหรือใช้ Automation ช่วย
Behavioral Segmentation คือการแบ่งกลุ่มลูกค้าจากพฤติกรรมจริง เช่น การซื้อ การเข้าชมเว็บไซต์ การทักแชท การตอบสนองต่อโปรโมชัน หรือการซื้อซ้ำ เพื่อทำการตลาดให้ตรงขึ้น
Persona คือภาพรวมของลูกค้าเป้าหมาย เช่น เป็นใคร มีปัญหาอะไร และต้องการอะไร ส่วน Behavioral Segmentation คือการแบ่งลูกค้าจากสิ่งที่เขาทำจริง ซึ่งอาจเปลี่ยนไปตาม Journey และพฤติกรรมล่าสุด
ทำได้ โดยเริ่มจากข้อมูลง่าย ๆ เช่น ลูกค้าที่เคยทักแล้วเงียบ ลูกค้าที่ซื้อซ้ำ ลูกค้าที่ซื้อเฉพาะตอนมีโปร หรือลูกค้าที่อ่านบทความก่อนทัก ไม่จำเป็นต้องมีระบบใหญ่ตั้งแต่วันแรก
ใช้ได้โดยแบ่ง Audience ตามพฤติกรรม เช่น คนเข้าเว็บ คนดูวิดีโอ คนกด LINE คนเพิ่มตะกร้า คนเคยซื้อ หรือคนที่ไม่ได้ซื้อซ้ำนาน แล้ววางข้อความและข้อเสนอให้เหมาะกับแต่ละกลุ่ม
ควรเริ่มจากพฤติกรรมที่ใกล้ยอดขายที่สุดก่อน เช่น ทักแชท ดูหน้าราคา ขอใบเสนอราคา เพิ่มตะกร้า ซื้อครั้งแรก ซื้อซ้ำ หรือไม่ได้ซื้อซ้ำนาน เพราะพฤติกรรมเหล่านี้นำไปใช้วางแคมเปญได้เร็ว
Behavioral Segmentation คือการแบ่งกลุ่มลูกค้าจากพฤติกรรมจริง ไม่ใช่ดูแค่อายุ เพศ ความสนใจ หรือข้อมูลประชากรศาสตร์ เพราะลูกค้าที่ดูเหมือนอยู่กลุ่มเดียวกัน อาจมีพฤติกรรมซื้อไม่เหมือนกันเลย
ธุรกิจที่เข้าใจพฤติกรรมลูกค้าจะสามารถสื่อสารได้ตรงขึ้น เช่น คนที่เพิ่งรู้จักควรได้คอนเทนต์ให้ความรู้ คนที่ดูราคาหลายครั้งควรได้ข้อความลดความลังเล คนที่ซื้อครั้งแรกควรได้คำแนะนำหลังซื้อ และคนที่ไม่ได้ซื้อซ้ำนานควรได้รับแคมเปญดึงกลับ
หัวใจสำคัญคือ ต้องเก็บข้อมูลพฤติกรรมจากหลายจุด เช่น เว็บไซต์ โฆษณา แชท CRM ทีมขาย และประวัติการซื้อ แล้วนำมาวาง Segment ที่ใช้ได้จริง ไม่ใช่ปล่อยให้ข้อมูลอยู่ใน Dashboard โดยไม่เกิด Action
ถ้าธุรกิจสามารถแบ่งกลุ่มจากพฤติกรรมจริงและสื่อสารให้เหมาะกับแต่ละกลุ่มได้ การตลาดจะไม่ต้องเดามากเหมือนเดิม โฆษณาจะคมขึ้น โปรโมชันจะตรงขึ้น และโอกาสสร้างยอดขายระยะยาวก็จะดีขึ้น
ถ้าธุรกิจต้องการเห็นตัวอย่างงานด้านการวางกลยุทธ์โฆษณา Funnel และการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าจากพฤติกรรมจริง สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ ผลงาน Digital Marketing และ Online Advertising
ถ้าคุณอยากวางระบบการตลาดที่แบ่งกลุ่มลูกค้าจากพฤติกรรมจริง DigitalD2M ช่วยวาง Content, Ads, Funnel, CRM และระบบวัดผลให้เชื่อมกับยอดขายจริงได้
DigitalD2M — วางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ โฆษณา และระบบ AI Marketing ให้ธุรกิจเติบโตอย่างวัดผลได้