เรียนยิงแอดจับมือทำตัวต่อตัว กับอาจารย์ประสบการณ์ 10 ปี
“ถ้าคน Checkout เยอะ แต่ Purchase ต่ำ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่แอด แต่อยู่ที่ประสบการณ์ตอนจ่ายเงิน”
Cost per Checkout คือ Metric ที่ใช้วัดว่าธุรกิจต้องจ่ายค่าโฆษณาเท่าไหร่ เพื่อให้ลูกค้าเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนชำระเงินหนึ่งครั้งจาก Facebook Ads หรือ Meta Ads
Metric นี้สำคัญมากสำหรับธุรกิจ E-commerce หรือร้านค้าออนไลน์ เพราะช่วยให้เห็นจุดกลาง Funnel ที่อยู่ใกล้การซื้อจริงมากกว่าการคลิกหรือ Add to Cart
หลายร้านเจอปัญหาคนดูสินค้าเยอะ ใส่ตะกร้าเยอะ กดเริ่ม Checkout เยอะ แต่สุดท้าย Purchase ต่ำมาก แบบนี้แปลว่าแอดอาจไม่ได้แย่เสมอไป เพราะแอดพาคนมาถึงจุดเกือบจ่ายเงินแล้ว แต่ลูกค้าอาจหลุดระหว่างขั้นตอน Checkout
สาเหตุที่ลูกค้าหลุดช่วง Checkout อาจเกิดจากค่าส่งแพงเกินไป ช่องทางจ่ายเงินไม่สะดวก โค้ดส่วนลดใช้ไม่ได้ เว็บโหลดช้า ขั้นตอนกรอกข้อมูลยาวเกินไป ไม่มั่นใจเรื่องความปลอดภัย หรือเจอค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตอนสุดท้าย
บทความนี้จะพาเข้าใจว่า Cost per Checkout คืออะไร ต่างจาก Cost per Purchase อย่างไร ควรดู Checkout to Purchase Rate และ Checkout Abandonment Rate ยังไง พร้อมวิธีวิเคราะห์ว่าปัญหาอยู่ที่แอด สินค้า หรือขั้นตอนจ่ายเงินกันแน่
ถ้าคุณต้องการเรียนการตลาดออนไลน์ตั้งแต่การยิง Facebook Ads, Meta Ads, Conversion Tracking, E-commerce Funnel, Checkout Optimization และการวิเคราะห์ยอดขายจริง สามารถดูรายละเอียดได้ที่ คอร์สเรียนการตลาดออนไลน์ของ DigitalD2M
Cost per Checkout คือค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ธุรกิจต้องจ่ายเพื่อให้เกิดการเริ่มต้นชำระเงินหนึ่งครั้งจากแคมเปญโฆษณา
ใน Facebook Ads หรือ Meta Ads, Checkout มักหมายถึงเหตุการณ์ที่ลูกค้าเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนชำระเงิน เช่น กด Checkout หลังจาก Add to Cart หรือเริ่มกรอกข้อมูลเพื่อจ่ายเงิน
Metric นี้ช่วยตอบคำถามว่า “เราใช้เงินโฆษณาไปเท่าไหร่ เพื่อพาคนมาถึงจุดเริ่มจ่ายเงินหนึ่งครั้ง”
ตัวอย่างเช่น ใช้งบโฆษณา 10,000 บาท และมีคนเริ่ม Checkout 200 ครั้ง Cost per Checkout จะเท่ากับ 50 บาทต่อหนึ่ง Checkout
Cost per Checkout เป็น Metric ที่อยู่ใกล้ยอดขายมากกว่าคลิกหรือ Add to Cart เพราะคนที่เริ่ม Checkout มี Intent สูงกว่าคนที่แค่เข้าชมสินค้าหรือใส่ตะกร้าเฉย ๆ
Checkout เป็นจุดสำคัญมากใน E-commerce Funnel เพราะเป็นช่วงที่ลูกค้าใกล้จะซื้อที่สุดแล้ว
ลูกค้าที่มาถึง Checkout แปลว่าเขาผ่านหลายขั้นตอนมาแล้ว เช่น เห็นโฆษณา คลิกเข้ามา ดูสินค้า สนใจสินค้า ใส่ตะกร้า และเริ่มขั้นตอนจ่ายเงิน
ถ้าลูกค้าหลุดในจุดนี้ แปลว่าธุรกิจเสียโอกาสจากคนที่มีความสนใจสูงมาก ไม่ใช่แค่เสีย Traffic ธรรมดา
เหตุผลที่ Checkout สำคัญ เช่น:
ถ้าร้านมี Checkout เยอะ แต่ Purchase ต่ำ จุดที่ควรรีบตรวจอาจไม่ใช่ Creative หรือ Audience เป็นอันดับแรก แต่อาจเป็นขั้นตอนจ่ายเงินหลังบ้าน
Checkout และ Purchase เป็นคนละจุดใน Funnel โดย Checkout คือการเริ่มชำระเงิน ส่วน Purchase คือการซื้อสำเร็จแล้ว
| Metric | หมายถึงอะไร | ใช้วิเคราะห์อะไร |
|---|---|---|
| Checkout | ลูกค้าเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนชำระเงิน | ดูว่าคนมี Intent สูงพอจะเริ่มจ่ายเงินไหม |
| Purchase | ลูกค้าซื้อสำเร็จและเกิดยอดขาย | ดูผลลัพธ์สุดท้ายของแคมเปญ |
| Cost per Checkout | ต้นทุนต่อการเริ่ม Checkout | ดูว่าแอดพาคนมาใกล้ซื้อได้แพงหรือถูกแค่ไหน |
| Cost per Purchase | ต้นทุนต่อการซื้อสำเร็จ | ดูว่าหนึ่งยอดขายใช้ค่าแอดเท่าไหร่ |
ถ้า Checkout สูง แต่ Purchase ต่ำ แปลว่าคนเริ่มจ่ายเงินแล้ว แต่มีบางอย่างทำให้ไม่ซื้อจนจบ
ถ้า Checkout ต่ำตั้งแต่แรก อาจต้องย้อนกลับไปดูขั้นก่อนหน้า เช่น Product Page, Add to Cart, Offer, Creative หรือ Audience
สูตร Cost per Checkout คือการนำ Amount Spent หรือเงินโฆษณาที่ใช้ไป หารด้วยจำนวน Checkout ที่เกิดขึ้น
สูตร: Cost per Checkout = Amount Spent / Checkouts
ตัวอย่างเช่น:
ตัวอย่าง: 12,000 / 300 = 40 บาทต่อ Checkout
แปลว่าแคมเปญนี้ใช้เงินเฉลี่ย 40 บาท เพื่อให้เกิดการเริ่มชำระเงินหนึ่งครั้ง
แต่ตัวเลขนี้ยังไม่บอกว่าแคมเปญคุ้มจริงหรือไม่ ต้องดูต่อว่า Checkouts เหล่านั้นกลายเป็น Purchase กี่ครั้ง และยอดซื้อที่เกิดขึ้นมีมูลค่าเท่าไหร่
Checkout to Purchase Rate คืออัตราที่ลูกค้าที่เริ่ม Checkout แล้วซื้อสำเร็จ
Metric นี้ช่วยบอกว่าขั้นตอนชำระเงินของธุรกิจปิดการขายได้ดีแค่ไหน ถ้าคนเริ่ม Checkout เยอะ แต่ซื้อสำเร็จน้อย แปลว่า Checkout Funnel อาจมีปัญหา
สูตร: Checkout to Purchase Rate = Purchases / Checkouts × 100 เป็นเปอร์เซ็นต์
ตัวอย่างเช่น:
ตัวอย่าง: 90 / 300 × 100 = 30 เปอร์เซ็นต์
แปลว่าจากคนที่เริ่ม Checkout 300 ครั้ง มี 30 เปอร์เซ็นต์ที่ซื้อสำเร็จ
ตัวเลขนี้ควรถูกติดตามสม่ำเสมอ เพราะถ้า Checkout to Purchase Rate ลดลง อาจสะท้อนว่ามีปัญหาใหม่เกิดขึ้น เช่น ระบบจ่ายเงินล่ม ค่าส่งเปลี่ยน โปรโมชันไม่ทำงาน หรือหน้า Checkout มีปัญหา
Checkout Abandonment Rate คืออัตราที่ลูกค้าเริ่ม Checkout แล้วทิ้งขั้นตอนชำระเงินไป โดยไม่ได้ซื้อจนสำเร็จ
Metric นี้เป็นมุมกลับของ Checkout to Purchase Rate ยิ่งสูงยิ่งต้องระวัง เพราะแปลว่าคนเกือบซื้อแล้วแต่หลุดออกไปจำนวนมาก
สูตร: Checkout Abandonment Rate = 1 – Purchases / Checkouts
ถ้าต้องการแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ สามารถนำผลลัพธ์ไปคูณ 100
ตัวอย่างเช่น:
ตัวอย่าง: 1 – 90 / 300 = 0.70 หรือ 70 เปอร์เซ็นต์
แปลว่าคนที่เริ่ม Checkout แล้วไม่ซื้อจนจบมี 70 เปอร์เซ็นต์
ถ้าตัวเลขนี้สูงมาก ธุรกิจควรตรวจขั้นตอนชำระเงินทันที เพราะอาจกำลังเสียยอดขายจากคนที่มี Intent สูงอยู่แล้ว
Cost per Purchase คือค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ธุรกิจจ่ายเพื่อให้เกิดการซื้อสำเร็จหนึ่งครั้ง
สูตร: Cost per Purchase = Amount Spent / Purchases
Cost per Checkout และ Cost per Purchase ควรถูกดูคู่กัน เพราะช่วยบอกว่าปัญหาอยู่ตรงไหนของ Funnel
ตัวอย่างเช่น:
ดังนั้น Cost per Checkout ช่วยดู “ต้นทุนคนเกือบซื้อ” ส่วน Cost per Purchase ช่วยดู “ต้นทุนคนซื้อสำเร็จ”
ถ้าคนเริ่ม Checkout แล้วไม่ซื้อจนจบ แปลว่าลูกค้ามีความสนใจสูง แต่เจอบางอย่างที่ทำให้ลังเลหรือหยุดกลางทาง
สาเหตุที่พบบ่อย เช่น:
จุดนี้สำคัญมาก เพราะการแก้ปัญหา Checkout อาจเพิ่มยอดขายได้โดยไม่ต้องเพิ่มงบโฆษณา
Cost per Checkout ไม่ควรถูกดูเดี่ยว ๆ เพราะ Checkout เป็นเพียงจุดหนึ่งใน Funnel ก่อน Purchase
| Metric | ใช้ดูอะไร | อ่านร่วมกันอย่างไร |
|---|---|---|
| Checkout | จำนวนคนเริ่มชำระเงิน | ดูว่าคนมี Intent สูงมาถึงจุดจ่ายเงินมากแค่ไหน |
| Cost per Checkout | ต้นทุนต่อการเริ่ม Checkout | ดูว่าแอดพาคนมาถึงจุดเกือบซื้อแพงหรือถูกแค่ไหน |
| Purchase | จำนวนการซื้อสำเร็จ | ใช้ดูผลลัพธ์สุดท้ายของ Funnel |
| Cost per Purchase | ต้นทุนต่อหนึ่งยอดซื้อสำเร็จ | ถ้าสูงมาก ให้ดูว่า Checkout หลุดเยอะไหม |
| Checkout to Purchase Rate | อัตรา Checkout ที่กลายเป็น Purchase | ยิ่งสูงยิ่งดี แปลว่าหน้า Checkout ปิดยอดได้ดี |
| Checkout Abandonment Rate | อัตราคนทิ้ง Checkout | ยิ่งสูงยิ่งต้องตรวจค่าส่ง จ่ายเงิน UX และความน่าเชื่อถือ |
| Purchase Value | มูลค่ายอดซื้อ | ดูว่าซื้อสำเร็จแล้วสร้างยอดขายรวมเท่าไหร่ |
การอ่านผลที่ดีควรดูทั้งจำนวน Checkout, Cost per Checkout, Purchase, Cost per Purchase และอัตราหลุดระหว่าง Checkout ไป Purchase
ลองดูตัวอย่างแคมเปญ Facebook Ads ที่พาคนเข้า Checkout ได้ต่างกัน และปิด Purchase ได้ต่างกัน
| แคมเปญ | Amount Spent | Checkouts | Purchases | Cost per Checkout | มุมวิเคราะห์ |
|---|---|---|---|---|---|
| Campaign A | 10,000 บาท | 250 | 50 | 40 บาท | Checkout ถูก แต่ Purchase ต่ำ ต้องตรวจหน้า Checkout |
| Campaign B | 10,000 บาท | 150 | 75 | 66.67 บาท | Checkout แพงกว่า แต่ปิด Purchase ได้ดีกว่า |
| Campaign C | 10,000 บาท | 100 | 80 | 100 บาท | Checkout น้อยกว่า แต่คุณภาพสูงมาก ต้องดู ROAS และมูลค่าออเดอร์ต่อ |
จากตัวอย่าง Campaign A ได้ Cost per Checkout ต่ำที่สุด แต่ไม่ได้แปลว่าดีที่สุด เพราะคนที่เริ่ม Checkout แล้วซื้อสำเร็จน้อย
Campaign C มี Cost per Checkout สูงที่สุด แต่ถ้าปิด Purchase ได้ดีและออเดอร์มีมูลค่าสูง อาจเป็นแคมเปญที่คุ้มกว่าจริง
นี่คือเหตุผลที่ต้องดู Cost per Checkout ร่วมกับ Purchase และ Checkout to Purchase Rate เสมอ
เวลายอดขายไม่ดี หลายธุรกิจรีบสรุปว่าแอดไม่ดี ทั้งที่บางครั้งแอดอาจพาคนมาถึงจุด Checkout ได้แล้ว แต่เว็บไซต์หรือขั้นตอนจ่ายเงินทำให้ลูกค้าหลุด
| อาการที่เห็น | ปัญหาที่เป็นไปได้ | ควรตรวจอะไร |
|---|---|---|
| คลิกเยอะ แต่ Checkout น้อย | สินค้า หน้าเว็บ หรือ Offer ยังไม่ทำให้ตัดสินใจ | Product Page, ราคา, รีวิว, CTA, Add to Cart |
| Add to Cart เยอะ แต่ Checkout น้อย | ลูกค้ายังลังเลก่อนเริ่มจ่าย | ตะกร้าสินค้า, โปรโมชัน, ค่าส่ง, Reminder |
| Checkout เยอะ แต่ Purchase ต่ำ | ขั้นตอนชำระเงินมีปัญหา | Payment, ค่าส่ง, UX, ความน่าเชื่อถือ, Error |
| Purchase ต่ำทุกขั้น | อาจเป็นปัญหาทั้งแอดและ Funnel | Audience, Creative, Landing Page, Offer, Tracking |
ถ้าคนมาถึง Checkout เยอะแล้วหลุด แปลว่าแอดอาจทำหน้าที่ได้ระดับหนึ่งแล้ว แต่ประสบการณ์การจ่ายเงินต้องถูกปรับให้ดีขึ้น
การลด Checkout Abandonment อาจเพิ่มยอดขายได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบโฆษณา เพราะเป็นการแก้จุดที่ลูกค้ามี Intent สูงอยู่แล้ว
1. แสดงค่าส่งให้ชัดตั้งแต่ก่อน Checkout
ถ้าลูกค้ารู้ค่าส่งตอนสุดท้ายและรู้สึกแพงกว่าที่คิด อาจทิ้ง Checkout ทันที ควรสื่อสารค่าส่งหรือเงื่อนไขฟรีค่าส่งให้ชัด
2. เพิ่มช่องทางจ่ายเงินที่ลูกค้าคุ้นเคย
เช่น บัตรเครดิต โอนเงิน PromptPay, QR Payment, Mobile Banking หรือเก็บเงินปลายทางตามความเหมาะสมของสินค้าและกลุ่มลูกค้า
3. ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น
ถ้าต้องกรอกข้อมูลเยอะ สมัครสมาชิกก่อนซื้อ หรือมีหลายหน้าก่อนจ่ายเงิน ลูกค้าอาจหลุด ควรทำให้ขั้นตอนสั้นและเข้าใจง่ายที่สุด
4. เพิ่มความน่าเชื่อถือในหน้า Checkout
เช่น รีวิวจริง นโยบายคืนสินค้า ช่องทางติดต่อ ความปลอดภัยในการจ่ายเงิน และข้อมูลบริษัทหรือร้านค้าที่ชัดเจน
5. เช็ก Error และความเร็วเว็บไซต์
ถ้าปุ่มจ่ายเงินค้าง หน้าโหลดช้า หรือโค้ดส่วนลดใช้ไม่ได้ จะทำให้ลูกค้าที่พร้อมซื้อหลุดทันที
6. ทำ Retargeting ดึงคนที่ทิ้ง Checkout กลับมา
คนที่เริ่ม Checkout แล้วไม่ซื้อคือกลุ่ม Intent สูง ควรมีแคมเปญ Reminder, Review, Offer หรือข้อเสนอเฉพาะเพื่อดึงกลับมาปิดยอด
ถ้าธุรกิจต้องการให้ทีมช่วยวิเคราะห์ Facebook Ads, Checkout Funnel, Conversion Tracking, Retargeting, Landing Page และยอดขายจริง สามารถดูรายละเอียดได้ที่ บริการการตลาดออนไลน์ DigitalD2M
ก่อนสรุปว่าแคมเปญ Facebook Ads ไม่ดี ลองใช้ Framework PAY เพื่อเช็กว่าขั้นตอนชำระเงินมีจุดรั่วหรือไม่
ตัวอย่างการใช้ Framework PAY:
ถ้า Framework PAY มีปัญหาแม้ข้อเดียว ก็อาจทำให้ Checkout Abandonment สูงขึ้นและทำให้ Cost per Purchase แพงขึ้นทันที
ถ้าต้องการเรียนการตลาดออนไลน์แบบเข้าใจทั้ง Facebook Ads, Funnel, Retargeting, Conversion Tracking และการวิเคราะห์ตัวเลขจริง สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ คอร์สเรียนการตลาดออนไลน์ของ DigitalD2M
แนวคิด: ถ้าแอดพาคนมาถึง Checkout ได้ แปลว่าลูกค้าส่วนหนึ่งมี Intent สูงแล้ว ปัญหาอาจอยู่ที่ขั้นตอนจ่ายเงินมากกว่าโฆษณา
วิธีนำไปใช้: แยกรายงานเป็นขั้นตอน View Content, Add to Cart, Checkout และ Purchase เพื่อดูว่าลูกค้าหลุดตรงไหน
ตัวอย่าง: ถ้า Checkout 500 ครั้ง แต่ Purchase 50 ครั้ง แปลว่าคนเริ่มจ่ายเงินเยอะ แต่มีเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ที่ซื้อจบ ควรตรวจ Checkout ก่อนโทษ Creative
แนวคิด: ถ้าต้นทุนคนเริ่ม Checkout ถูก แต่ต้นทุนคนซื้อสำเร็จแพง แปลว่าธุรกิจพาคนมาใกล้ซื้อได้ดี แต่เสียคนจำนวนมากในช่วงสุดท้าย
วิธีนำไปใช้: ดู Checkout to Purchase Rate และ Checkout Abandonment Rate ควบคู่กับ Cost per Purchase เพื่อหาโอกาสแก้จุดรั่ว
ตัวอย่าง: ค่า Checkout เฉลี่ย 30 บาท แต่ค่า Purchase 600 บาท แปลว่าคนหลุดระหว่าง Checkout สูงมาก ควรตรวจค่าส่ง Payment และ UX ทันที
แนวคิด: คนที่เริ่ม Checkout แล้วไม่ซื้อ ไม่ใช่คนเย็นทั้งหมด แต่เป็นคนที่เคยเกือบจ่ายเงินแล้ว จึงเหมาะกับการทำ Retargeting แบบเฉพาะเจาะจง
วิธีนำไปใช้: ทำแคมเปญ Retargeting สำหรับคนที่ Checkout แต่ไม่ Purchase ด้วยข้อความ Reminder, Review, Guarantee, Free Shipping หรือ Offer ที่ช่วยปิดข้อกังวล
ตัวอย่าง: ลูกค้าที่ทิ้ง Checkout เพราะค่าส่ง อาจกลับมาซื้อได้เมื่อเห็นโฆษณา “ส่งฟรีเมื่อซื้อครบตามเงื่อนไข” หรือ “ชำระเงินง่ายผ่าน PromptPay”
ข้อผิดพลาดที่ 1: เห็น Purchase ต่ำแล้วโทษแอดทันที
คำอธิบายคือถ้า Checkout เยอะ แอดอาจพาคนมาใกล้ซื้อได้แล้ว ผลเสียคือไปแก้ Creative หรือ Audience ทั้งที่ปัญหาอยู่หน้า Checkout แนวทางคือดู Funnel ทั้งชุดก่อนสรุป
ข้อผิดพลาดที่ 2: ดู Cost per Checkout แต่ไม่ดู Purchase ต่อ
คำอธิบายคือ Checkout ถูกไม่ได้แปลว่าดี ถ้าคนไม่ซื้อจบ ผลเสียคือเพิ่มงบให้แคมเปญที่สร้างคนเกือบซื้อแต่ไม่เกิดยอดขาย แนวทางคือดู Checkout to Purchase Rate ร่วมด้วย
ข้อผิดพลาดที่ 3: ไม่ตรวจค่าส่งและค่าธรรมเนียม
คำอธิบายคือลูกค้าอาจหลุดเมื่อเห็นราคาสุดท้ายแพงกว่าที่คิด ผลเสียคือ Checkout Abandonment สูง แนวทางคือแสดงค่าส่งและเงื่อนไขให้ชัดตั้งแต่ก่อน Checkout
ข้อผิดพลาดที่ 4: ช่องทางจ่ายเงินไม่ตรงพฤติกรรมลูกค้า
คำอธิบายคือกลุ่มลูกค้าแต่ละธุรกิจมีวิธีจ่ายเงินที่คุ้นเคยต่างกัน ผลเสียคือคนพร้อมซื้อแต่จ่ายไม่สะดวก แนวทางคือเพิ่ม Payment Method ที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย
ข้อผิดพลาดที่ 5: ไม่ทำ Retargeting คนที่ทิ้ง Checkout
คำอธิบายคือคนกลุ่มนี้มี Intent สูงมาก ผลเสียคือปล่อยยอดขายที่เกือบปิดได้หลุดไป แนวทางคือทำ Custom Audience และยิงแอดดึงกลับด้วยข้อความเฉพาะ
Cost per Checkout คือค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ธุรกิจต้องจ่ายเพื่อให้ลูกค้าเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนชำระเงินหนึ่งครั้งจากแคมเปญโฆษณา
สูตรคือ Cost per Checkout = Amount Spent / Checkouts เช่น ใช้งบ 10,000 บาท ได้ Checkout 200 ครั้ง ต้นทุนต่อ Checkout คือ 50 บาท
สูตรคือ Checkout to Purchase Rate = Purchases / Checkouts × 100 เป็นเปอร์เซ็นต์ ใช้ดูว่าคนที่เริ่ม Checkout แล้วซื้อสำเร็จกี่เปอร์เซ็นต์
Checkout Abandonment Rate คืออัตราคนที่เริ่ม Checkout แล้วไม่ซื้อจนจบ สูตรคือ 1 – Purchases / Checkouts หากตัวเลขสูงควรตรวจขั้นตอนจ่ายเงินทันที
ควรตรวจค่าส่ง ช่องทางจ่ายเงิน ความเร็วเว็บ ขั้นตอนกรอกข้อมูล ความน่าเชื่อถือ โค้ดส่วนลด Error ใน Checkout และทำ Retargeting คนที่ทิ้ง Checkout กลับมา
Cost per Checkout คือ Metric ที่ใช้วัดต้นทุนต่อการเริ่มชำระเงินหนึ่งครั้ง โดยคำนวณจาก Amount Spent หารด้วย Checkouts
Metric นี้สำคัญมากสำหรับธุรกิจ E-commerce เพราะช่วยให้เห็นว่าค่าแอดพาคนมาถึงจุดเกือบซื้อได้แพงหรือถูกแค่ไหน
แต่การมี Checkout เยอะไม่ได้แปลว่าแคมเปญดีเสมอไป ต้องดูต่อว่า Checkouts เหล่านั้นกลายเป็น Purchase กี่ครั้ง และมี Checkout Abandonment สูงหรือไม่
สูตรสำคัญที่ควรดูคือ Checkout to Purchase Rate = Purchases / Checkouts และ Checkout Abandonment Rate = 1 – Purchases / Checkouts
ถ้าคน Checkout เยอะ แต่ Purchase ต่ำ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่แอด แต่อยู่ที่ประสบการณ์ตอนจ่ายเงิน เช่น ค่าส่ง ช่องทางจ่ายเงิน ความน่าเชื่อถือ ขั้นตอนกรอกข้อมูล หรือเว็บโหลดช้า
การวิเคราะห์ที่ดีควรดู Cost per Checkout ร่วมกับ Cost per Purchase, Purchase, Purchase Value, Checkout to Purchase Rate และ Checkout Abandonment Rate เพื่อแยกให้ออกว่าควรแก้ที่โฆษณา หน้าสินค้า หรือหน้า Checkout
ถ้าธุรกิจเข้าใจ Metric นี้ จะไม่รีบโทษแอดจากยอดขายต่ำอย่างเดียว แต่จะรู้ว่าคนหลุดใน Funnel ตรงไหน และควรแก้จุดไหนเพื่อให้คนซื้อจบมากขึ้น
ถ้าธุรกิจต้องการเห็นตัวอย่างงานด้านการวางกลยุทธ์โฆษณา คอนเทนต์ เว็บไซต์ และระบบวัดผล สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ ผลงาน Digital Marketing และ Online Advertising
ถ้าคุณอยากวิเคราะห์ Facebook Ads ให้ลึกกว่าแค่ยอดขาย DigitalD2M ช่วยดูทั้ง Cost per Checkout, Cost per Purchase, Checkout Funnel, Retargeting, Conversion Tracking, Landing Page และยอดขายจริง เพื่อให้ธุรกิจวัดผลได้แม่นและคุ้มขึ้น
DigitalD2M — วางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ โฆษณา และระบบ AI Marketing ให้ธุรกิจเติบโตอย่างวัดผลได้