เรียนยิงแอดจับมือทำตัวต่อตัว กับอาจารย์ประสบการณ์ 10 ปี

Purchase Audiences 730 วัน Meta Ads 2026: ดึงลูกค้าเก่ากลับ

September 3, 2026
Purchase Audiences 730 วัน Meta Ads 2026: ดึงลูกค้าเก่ากลับ

“ลูกค้าที่เคยซื้อจากเราเมื่อ 8 เดือนก่อน วันนี้ยังนับเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ Retarget ได้อยู่ไหม หรือระบบลืมเขาไปแล้ว”

ถ้าคุณเคยตั้งคำถามแบบนี้กับตัวเอง คุณไม่ได้คิดไปเอง เพราะข้อจำกัดเดิมของ Meta Ads คือ Purchase Event จะถูกใช้ในการสร้าง Custom Audience ได้สูงสุดแค่ 180 วัน หลังจากนั้นระบบจะ “ลืม” ว่าคนคนนี้เคยซื้อกับคุณ ทั้งที่ในความเป็นจริง ลูกค้าหลายกลุ่มมี Buying Cycle ยาวกว่านั้นมาก โดยเฉพาะสินค้าราคาสูง สินค้าตามฤดูกาล หรือบริการที่ซื้อซ้ำแบบไม่ถี่

Purchase Audiences 730 วัน คือการอัปเดตที่ Meta Ads ปล่อยออกมากลางปี 2026 เพื่อแก้ปัญหานี้โดยตรง มันขยายหน้าต่างการเก็บข้อมูลผู้ซื้อจาก 180 วัน เป็น 730 วัน หรือเท่ากับ 2 ปีเต็ม หมายความว่าคุณสามารถสร้าง Audience จากคนที่เคยซื้อสินค้าไปเมื่อ 1 ปีครึ่งที่แล้ว แล้วยังใช้ Retarget เขากลับมาได้อยู่

แต่ผมต้องบอกตรง ๆ ว่าฟีเจอร์นี้ไม่ได้แปลว่าคุณควร Retarget ทุกคนที่เคยซื้อแบบไม่แยกแยะ เพราะลูกค้าที่ซื้อเมื่อ 2 ปีก่อน กับลูกค้าที่ซื้อเมื่อ 2 เดือนก่อน ไม่ได้มี Intent หรือ Buying Signal เท่ากัน ถ้าคุณเอาทั้งสองกลุ่มมายิงแอดชุดเดียวกัน สิ่งที่ได้อาจไม่ใช่ยอดขายที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นงบที่กระจายไปหาคนที่ไม่พร้อมซื้อ

บทความนี้จะพาคุณดูตั้งแต่หลักการทำงานของ Purchase Audiences 730 วัน ไปจนถึงวิธีตั้งค่าจริงใน Ads Manager และที่สำคัญที่สุดคือกลยุทธ์การแบ่ง Segment ลูกค้าเก่าตามระยะเวลา เพื่อให้ Retargeting Window ที่ยาวขึ้นนี้ ถูกใช้อย่างคุ้มงบจริง ไม่ใช่แค่ทำให้ Audience Pool ใหญ่ขึ้นเฉย ๆ

purchase audiences 730 วัน retargeting window meta ads 2026

Purchase Audiences 730 วัน คืออะไร

พูดให้ง่ายที่สุด Purchase Audiences 730 วัน คือการที่ Meta อนุญาตให้ระบบ Ads Manager ดึง Purchase Event ย้อนหลังได้ไกลถึง 2 ปี แทนที่จะจำกัดอยู่แค่ 180 วันเหมือนก่อนหน้านี้ ตัว Event ที่ใช้ยังคงเป็น Purchase Standard Event ที่ส่งผ่าน Facebook Pixel หรือ Conversions API เหมือนเดิม เพียงแต่หน้าต่างเวลาที่ระบบยอมนำมาสร้าง Custom Audience นั้นยาวขึ้น

สิ่งที่เปลี่ยนไปจริง ๆ ไม่ใช่แค่ตัวเลข 180 เป็น 730 แต่คือความสามารถในการสร้าง Segment ที่ละเอียดขึ้น เช่น คนที่ซื้อในช่วง 0-90 วัน, 91-365 วัน, และ 366-730 วัน แต่ละกลุ่มมีพฤติกรรมและ Intent ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง กลุ่มแรกอาจยังจำแบรนด์คุณได้ดี กลุ่มสุดท้ายอาจต้องใช้ Message ที่ต่างออกไปเพื่อ “ปลุก” ความสนใจกลับมา

ถ้าคุณยังไม่คุ้นกับพื้นฐานการสร้าง Audience และโครงสร้างแคมเปญบน Meta Ads เลย แนะนำให้ย้อนไปอ่าน คู่มือมือใหม่เริ่มยิงแอด Facebook ก่อน เพราะ Purchase Audiences 730 วัน จะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อโครงสร้างแคมเปญพื้นฐานของคุณแข็งแรงพออยู่แล้ว

ทำไม Meta ถึงขยายจาก 180 วัน เป็น 730 วัน

คำถามที่ต้องถามต่อคือ ทำไม Meta ถึงเลือกทำแบบนี้ในตอนนี้ คำตอบไม่ได้ซับซ้อน เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคหลัง Cookie-based Tracking อ่อนแรงลงเรื่อย ๆ ทำให้ First-Party Data อย่าง Purchase Event ที่มาจาก Pixel และ Conversions API กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่ามากขึ้น การขยายหน้าต่างเวลาคือการทำให้ First-Party Data ที่ธุรกิจเก็บมาถูกใช้ได้อย่างคุ้มค่าขึ้น แทนที่จะทิ้งข้อมูลลูกค้าเก่าที่มีค่าไปเปล่า ๆ

อีกมุมหนึ่งคือ ธุรกิจที่มี Buying Cycle ยาว เช่น เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ราคาสูง หรือคอร์สเรียนบางประเภท ลูกค้าอาจไม่ได้ซื้อซ้ำทุกเดือน แต่เมื่อถึงเวลาที่พร้อมซื้ออีกครั้ง ธุรกิจที่เขาจำได้และยังคง Retarget อยู่ ย่อมมีโอกาสปิดการขายได้มากกว่าคู่แข่งที่ต้องเริ่มสร้างความรู้จักใหม่ตั้งแต่ศูนย์

ตาม Meta Business Help Center การปรับปรุงด้าน Audience และ Data Signal เป็นทิศทางต่อเนื่องที่ Meta ทำมาตลอดหลายปี เพื่อชดเชยข้อจำกัดด้าน Tracking ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายความเป็นส่วนตัวของแพลตฟอร์มต่าง ๆ

วิธีตั้งค่า Purchase Audiences 730 วัน ใน Ads Manager

ขั้นตอนตั้งค่าไม่ได้ซับซ้อน แต่จุดที่คนพลาดบ่อยคือรีบสร้าง Audience ก้อนใหญ่โดยไม่แยก Segment ตามที่ควรจะเป็น ผมแนะนำให้ทำตามลำดับนี้

  1. เข้า Events Manager ตรวจสอบก่อนว่า Purchase Event ที่ส่งเข้ามาผ่าน Pixel และ Conversions API มีคุณภาพดีพอ ไม่มี Duplicate Event หรือ Event ที่ยิงผิด Value
  2. ไปที่ Audience Manager แล้วเลือกสร้าง Custom Audience จาก Website หรือ Catalog
  3. เลือก Event เป็น Purchase แล้วปรับ Retention Window เป็นช่วงที่ต้องการ เช่น 0-90 วัน, 91-365 วัน หรือ 366-730 วัน โดยสร้างแยกเป็นคนละ Audience
  4. ตั้งชื่อ Audience ให้ชัดเจนตามช่วงเวลา เพื่อไม่ให้สับสนเวลานำไปใช้ในแคมเปญ
  5. ทดสอบ Ad Creative ที่ต่างกันสำหรับแต่ละ Segment แทนที่จะใช้ Creative เดียวกันทั้งหมด

จุดสำคัญคือ อย่าลืม Exclude คนที่เพิ่งซื้อในช่วง 0-30 วันออกจาก Audience ระยะยาว เพราะการยิงแอดซ้ำใส่คนที่เพิ่งซื้อไปหมาด ๆ มักสร้างความรำคาญมากกว่าการกระตุ้นยอดขาย

กลยุทธ์ใช้ Retargeting ระยะยาวให้คุ้มงบ

ตัวเลข 730 วัน ฟังดูน่าตื่นเต้น แต่ปัญหาคือ ถ้าคุณเอา Purchase Audience ทั้งก้อนมายิงรวมกัน คุณกำลังเอาเงินไปเลี้ยงกลุ่มคนที่ Intent ต่างกันสุดขั้วในแคมเปญเดียว นี่คือเหตุผลที่การแบ่ง Segment ตามความ Recency สำคัญมากกว่าการมี Audience ก้อนใหญ่

กลยุทธ์ที่ผมแนะนำคือแบ่งงบตาม 3 ชั้นความสัมพันธ์ ชั้นแรกคือลูกค้าที่ซื้อใน 90 วันล่าสุด ใช้งบน้อยแต่ความถี่สูง เพื่อกระตุ้น Cross-sell หรือ Upsell ชั้นที่สองคือลูกค้า 91-365 วัน ใช้ Message แบบ “เตือนความจำ” พร้อม Offer ที่คุ้มค่าขึ้นเล็กน้อย และชั้นที่สามคือลูกค้า 366-730 วัน ควรใช้ Creative แบบ Re-introduce แบรนด์ เหมือนเจอลูกค้าใหม่ที่บังเอิญเคยรู้จักกันมาก่อน

ถ้าคุณกำลังทดสอบ Offer ใหม่สำหรับกลุ่มลูกค้าเก่าที่ห่างหายไปนาน แนะนำให้อ่านเรื่อง Offer Testing ก่อนเพิ่มงบแอด ประกอบ เพราะการเทส Offer ให้ถูกกลุ่มสำคัญพอ ๆ กับการเทส Audience

Framework RETAIN สำหรับจัดการ Purchase Audiences 730 วัน

เพื่อไม่ให้การใช้ Retargeting Window ที่ยาวขึ้นกลายเป็นการเผางบแบบไม่มีทิศทาง ผมสรุปเป็น Framework ที่ชื่อว่า RETAIN ซึ่งออกแบบมาเฉพาะสำหรับการจัดการลูกค้าเก่าในยุคที่ Retargeting Window ยาวถึง 2 ปี

  1. R – Recency Segment: แบ่งลูกค้าตามช่วงเวลาที่ซื้อล่าสุด อย่างน้อย 3 ชั้น เพื่อให้ Message ตรงกับระดับความสัมพันธ์
  2. E – Exclude Converters: กันคนที่เพิ่งซื้อในช่วง 30 วันล่าสุดออกจากแคมเปญ Retarget ระยะยาว เพื่อไม่ให้งบไปซ้ำซ้อน
  3. T – Tailor Creative to Stage: ปรับ Ad Creative ให้ต่างกันตามระยะห่างจากการซื้อครั้งล่าสุด ไม่ใช้ Creative เดียวกันทุก Segment
  4. A – Align Budget with Intent: จัดสรรงบตามความน่าจะเป็นในการซื้อซ้ำ กลุ่มที่ Intent สูงควรได้งบมากกว่ากลุ่มที่ห่างหายนาน
  5. I – Incremental Testing: ทดสอบว่าการยิงกลุ่ม 366-730 วัน สร้าง Incremental Purchase จริงหรือแค่ไปแย่ง Conversion จากช่องทางอื่น
  6. N – Nurture with Value: ใช้คอนเทนต์ที่ให้คุณค่าก่อนขาย โดยเฉพาะกลุ่มที่ห่างหายไปนาน แทนที่จะยิง Offer ลดราคาทันที

ถ้าคุณต้องการเรียนรู้การวางโครงสร้างแคมเปญ Retargeting แบบเป็นระบบ ตั้งแต่การตั้งค่า Pixel, Conversions API ไปจนถึงการแบ่ง Audience ตามพฤติกรรมจริง สามารถดูรายละเอียดได้ที่ คอร์ส Facebook Ads Zero to Advance

Masterclass: นำ Purchase Audiences 730 วัน ไปใช้จริง

1. ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ที่ Buying Cycle ยาว

แนวคิด: ลูกค้าเฟอร์นิเจอร์มักซื้อซ้ำหลังจาก 1-2 ปีเมื่อย้ายบ้านหรือรีโนเวท ก่อนหน้านี้ Meta จำข้อมูลได้แค่ 180 วัน ทำให้พลาดโอกาสตอนลูกค้าพร้อมซื้อจริง

วิธีการนำไปปรับใช้: สร้าง Segment 366-730 วันแยกต่างหาก แล้วใช้ Creative แบบ “คุณเคยแต่งบ้านกับเรา วันนี้มีคอลเลกชันใหม่ที่น่าสนใจ” แทนการยิง Offer ลดราคาแบบเดิม ๆ

ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: ถ้าธุรกิจต้องการเรียนรู้การวางโครงสร้าง Custom Audience แบบละเอียดสำหรับสินค้าที่ Buying Cycle ยาว สามารถศึกษาต่อได้จาก คอร์ส Facebook Ads Zero to Advance

2. ธุรกิจคอร์สเรียนที่มี Cohort ต่อเนื่อง

แนวคิด: คนที่เคยเรียนคอร์สเบื้องต้นเมื่อ 1 ปีก่อน อาจพร้อมเรียนคอร์สขั้นสูงในตอนนี้ แต่ถ้า Audience หมดอายุไปแล้วตั้งแต่ 180 วัน ธุรกิจจะไม่มีทางรู้ว่าใครคือกลุ่มเป้าหมายที่พร้อมที่สุด

วิธีการนำไปปรับใช้: ใช้ Segment 91-365 วัน ยิง Creative แนะนำคอร์สขั้นสูงพร้อม Social Proof จากรุ่นพี่ที่เคยเรียนคอร์สเดียวกันมาก่อน

ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: การ Test Creative ที่แตกต่างกันตาม Segment ควรเริ่มจากดูว่าการ์ดหรือ Creative แบบไหนสร้าง Engagement จริง ไม่ใช่แค่ CTR รวม อ่านเพิ่มได้ที่ Carousel Card Performance การ์ดไหนสร้างคลิกจริง

3. ธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ขายสินค้าซื้อซ้ำไม่บ่อย

แนวคิด: สินค้าอย่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือของแต่งบ้านราคาสูง ลูกค้าอาจใช้เวลานานกว่าจะซื้อซ้ำ การมี Purchase Audiences 730 วัน ทำให้ธุรกิจไม่ต้องเสียลูกค้าเก่าไปทั้งกลุ่ม

วิธีการนำไปปรับใช้: ใช้งบน้อยลงสำหรับ Segment ระยะยาว แต่เน้น Creative แบบ Reels ที่ต้นทุนถูกกว่า เพื่อคงการมองเห็นแบรนด์ไว้เรื่อย ๆ

ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: ถ้ายังไม่เคยลองใช้ Reels Ads สำหรับกลุ่มลูกค้าเก่าที่ห่างหายไปนาน แนะนำอ่าน Facebook Reels Ads น่านน้ำใหม่ ค่าแอดถูก ประกอบการวางแผน

Danger Zone: จุดพลาดที่พบบ่อยเมื่อใช้ Purchase Audiences 730 วัน

ข้อผิดพลาดที่ 1: เอา Audience ทั้งก้อนมายิงรวมกัน
หลายคนตื่นเต้นกับ Audience Pool ที่ใหญ่ขึ้น แล้วรีบยิงรวมทุก Segment เข้าด้วยกัน ผลเสียคือ Learning Phase ของระบบสับสน เพราะพฤติกรรมของคนในกลุ่มต่างกันมากเกินไป แนวทางคือแยกแคมเปญตาม Recency Segment เสมอ

ข้อผิดพลาดที่ 2: ไม่ Exclude คนที่เพิ่งซื้อ
ถ้าไม่กัน Segment ระยะสั้นออกจากแคมเปญระยะยาว ลูกค้าที่เพิ่งซื้อไปจะโดนยิงแอดซ้ำจนรำคาญ ผลเสียคือ Ad Relevance ตกและต้นทุนต่อ Result สูงขึ้น แนวทางคือตั้ง Exclusion Rule ทุกครั้งที่สร้าง Audience ใหม่

ข้อผิดพลาดที่ 3: ใช้ Creative เดียวกันทุก Segment
คนที่ซื้อเมื่อ 2 ปีก่อนกับคนที่ซื้อเมื่อ 2 เดือนก่อน ไม่ควรเห็น Message เดียวกัน ผลเสียคือ Conversion Rate ต่ำกว่าที่ควรเป็น แนวทางคือปรับ Copy และ Creative ให้เหมาะกับระยะเวลาห่างจากการซื้อ

ข้อผิดพลาดที่ 4: มองว่า Data Signal ที่ยาวขึ้น เท่ากับ Purchase Intent ที่แน่นอน
การที่ระบบจำได้ว่าใครเคยซื้อ ไม่ได้แปลว่าคนนั้นพร้อมซื้ออีกครั้งเสมอไป ผลเสียคือถ้าตั้งความหวัง Conversion Rate สูงเกินจริงกับ Segment ระยะยาว จะผิดหวังกับผลลัพธ์ แนวทางคือตั้งเป้า KPI ที่ต่างกันตามแต่ละ Segment

ข้อผิดพลาดที่ 5: ไม่ตรวจคุณภาพ Purchase Event ก่อนใช้งาน
ถ้า Pixel หรือ Conversions API ส่ง Event ผิด Value หรือมี Duplicate ตั้งแต่ต้น การขยายหน้าต่างเป็น 730 วันจะยิ่งขยายปัญหาให้ใหญ่ขึ้น ผลเสียคือ Audience ที่สร้างขึ้นมาไม่มีคุณภาพตั้งแต่แรก แนวทางคือตรวจ Events Manager ให้สะอาดก่อนเปิดใช้ฟีเจอร์นี้

Checklist ก่อนเปิดใช้ Purchase Audiences 730 วัน

  • ตรวจว่า Facebook Pixel และ Conversions API ยิง Purchase Event ถูกต้องและไม่ซ้ำซ้อนแล้วหรือยัง
  • ตรวจว่า Purchase Event มี Value ที่ตรงกับยอดขายจริงหรือไม่
  • แบ่ง Audience ออกเป็นอย่างน้อย 3 Segment ตาม Recency แล้วหรือยัง
  • ตั้ง Exclusion Rule กันคนที่ซื้อใน 30 วันล่าสุดออกจากแคมเปญ Retarget ระยะยาวแล้วหรือยัง
  • เตรียม Ad Creative ที่ต่างกันสำหรับแต่ละ Segment แล้วหรือยัง
  • ตั้งงบให้สอดคล้องกับ Intent ของแต่ละกลุ่ม ไม่ใช่แบ่งงบเท่ากันทุก Segment
  • ตั้ง KPI แยกตาม Segment เพราะ Conversion Rate ที่คาดหวังไม่ควรเท่ากัน
  • ทดสอบ Incremental Test เพื่อดูว่าแคมเปญนี้สร้างยอดขายเพิ่มจริงหรือแย่ง Conversion จากช่องทางอื่น
  • ตรวจว่า Landing Page หรือหน้าสินค้าที่ลิงก์ไปยังคงตรงกับ Creative ที่ยิงในแต่ละ Segment
  • วางแผน Content แบบให้คุณค่าก่อนขาย สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ห่างหายไปนาน
  • ตรวจสอบ Frequency ของแต่ละ Segment ไม่ให้ยิงถี่จนลูกค้ารำคาญ
  • รีวิว Performance ทุก Segment แยกกันอย่างน้อยเดือนละครั้ง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Purchase Audiences 730 วัน

Purchase Audiences 730 วัน ต่างจาก Custom Audience แบบเดิมอย่างไร

ต่างกันที่หน้าต่างเวลาการเก็บ Purchase Event เท่านั้น จากเดิมที่จำกัดอยู่ 180 วัน ตอนนี้สามารถดึงข้อมูลย้อนหลังได้ถึง 730 วัน ส่วนวิธีสร้าง Custom Audience ยังคงใช้หลักการเดิมผ่าน Pixel หรือ Conversions API

ธุรกิจแบบไหนที่ได้ประโยชน์จาก Retargeting Window ยาวขึ้นมากที่สุด

ธุรกิจที่มี Buying Cycle ยาว เช่น เฟอร์นิเจอร์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ราคาสูง คอร์สเรียนขั้นสูง หรือบริการที่ลูกค้าซื้อซ้ำไม่บ่อยแต่มีมูลค่าสูง จะได้ประโยชน์ชัดเจนกว่าธุรกิจที่ลูกค้าซื้อซ้ำทุกเดือนอยู่แล้ว

ควรแบ่ง Segment ลูกค้าเก่ากี่ระดับ

อย่างน้อย 3 ระดับคือ 0-90 วัน, 91-365 วัน และ 366-730 วัน แต่ละกลุ่มควรได้ Creative และงบที่ต่างกันตาม Intent ที่คาดว่าจะเหลืออยู่

การใช้ Purchase Audiences 730 วัน ทำให้ ROAS ดีขึ้นแน่นอนหรือไม่

ยังตอบแบบนั้นไม่ได้ เพราะ ROAS ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น Creative, Offer และคุณภาพของ Purchase Event เอง ฟีเจอร์นี้เป็นเครื่องมือที่เปิดโอกาสให้เก็บลูกค้าเก่าไว้ได้นานขึ้น แต่ผลลัพธ์สุดท้ายขึ้นอยู่กับวิธีที่คุณนำไปใช้

ต้องตั้งค่า Pixel หรือ Conversions API เพิ่มเติมหรือไม่ เพื่อใช้ฟีเจอร์นี้

ไม่ต้องตั้งค่าเพิ่มเติม ถ้าคุณมี Pixel หรือ Conversions API ที่ส่ง Purchase Event อยู่แล้ว ระบบจะสามารถดึงข้อมูลย้อนหลังตามหน้าต่างเวลาใหม่ได้ทันที แต่ควรตรวจสอบคุณภาพ Event ก่อนใช้งานจริงเสมอ

สรุป

Purchase Audiences 730 วัน เปิดมุมมองใหม่ที่หลายธุรกิจยังไม่เคยคิดถึง นั่นคือลูกค้าเก่าที่เคยซื้อไปนานแล้ว ไม่จำเป็นต้องถูกลืมไปจากระบบ Retargeting เพียงเพราะเวลาผ่านไปเกิน 180 วัน แต่จุดที่คนมักเข้าใจผิดคือคิดว่ายิ่ง Audience ก้อนใหญ่ขึ้นเท่าไร ยิ่งดีเท่านั้น ทั้งที่ความจริงแล้ว การแยก Segment ตาม Recency และปรับ Creative ให้เหมาะกับแต่ละกลุ่มต่างหากที่เป็นตัวตัดสินผลลัพธ์

สิ่งที่ต้องทำต่อคือ ตรวจคุณภาพ Purchase Event ให้สะอาดก่อน แบ่ง Audience ตามช่วงเวลาอย่างน้อย 3 ระดับ และทดสอบว่าแคมเปญที่ยิงใส่กลุ่มลูกค้าเก่าระยะยาวนั้นสร้าง Incremental Purchase จริงหรือไม่ ไม่ใช่แค่ไปแย่ง Conversion จากช่องทางอื่นที่มีอยู่แล้ว

ถ้าคุณต้องการวางระบบ Retargeting ที่ครอบคลุมตั้งแต่การตั้งค่า Tracking ไปจนถึงการออกแบบ Segment และ Creative ให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม สามารถศึกษาต่อได้จาก คอร์ส Facebook Ads Zero to Advance

อย่าถามแค่ว่า Purchase Audiences 730 วัน ทำให้ Audience Pool ใหญ่ขึ้นแค่ไหน ต้องถามต่อว่าลูกค้าในแต่ละ Segment เหล่านั้น กำลังเดินกลับไปสู่การซื้อซ้ำจริงหรือไม่

อ่านบทความก่อนหน้า: Advertiser Identity Verification 2026: ยืนยันตัวตนก่อนรันแอด

อย่าให้ Audience Pool ใหญ่ขึ้น แต่ผลลัพธ์ทางธุรกิจยังเท่าเดิม

ถ้าคุณต้องการวางระบบ Retargeting และโครงสร้างแคมเปญ Facebook Ads ที่ใช้ First-Party Data ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ทีมงาน DigitalD2M พร้อมช่วยวางแผนและดูแลให้ครบทั้งระบบ

DigitalD2M — วางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ โฆษณา และระบบ AI Marketing ให้ธุรกิจเติบโตอย่างวัดผลได้